บทกลอนของเด็กอัฟริกัน ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากUN ...
Nominated by UN as the best Poem of 2006 -
Written by an African Kid
When I born, I black : เมื่อผมเกิด ผมผิวดำ
When I grow up, I black : เมื่อผมโตขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่
When I go in Sun, I black : เมื่อผมอยู่ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ
When I scared, I black : เมื่อผมกลัว ผมก็ผิวดำ
When I sick, I black : เมื่อผมป่วย ผมก็ยังผิวดำ
And when I die, I still black : และเมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ
And you white fellow : และคุณ...เพื่อนมนุษย์ผิวขาว
When you born, you pink : เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู
When you grow up, you white : เมื่อคุณโตขึ้น คุณมีผิวสีขาว
When you go in sun, you red : เมื่อคุณอยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง
When you cold, you blue : เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน
When you scared, you yellow : เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง
When you sick, you green : เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว
And when you die, you grey : เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา
And you calling me colored?? : และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี??
Mariah Carey - Bye Bye
lay on my high-heels
งานบายเนียรปี2008 ค่ะ
RKA chating
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
My Winter Miracle 3
ตกใจค่ะ วันนี้คนเข้ามาอ่านในบล็อกเยอะมากเป็นประวัติการณ์
งงค่ะ
เอาล่ะต่อทันที เพิ่งเลิกงานกลับมา ดีนะแม่ยังไม่กลับมา เห็นไดอารี่นี้คงจะตกใจน่าดู
5/12/04
กลายเป้นว่าเป็นแม่สายบัวคอยเก้อ ซื้อขนมคอยท่าแต่ก็ไม่เจอเขา เพราะยังไม่ได้กลับมาที่มอเลย ยังวันหยุดนี่นา พรุ่งนี้ก็ชดเชยอีก แย่จัง อดเจอหน้า
7/12/04
เย้ ไม่เสียเที่ยว หลงกับมาแล้ว แต่ยังเจ็บใจไม่หายแฮะ โดนนังไอซทำซะหน้าแตกยับ อืมมพยายามไม่พูดถึงดีกว่านะ
รวบรวมความกล้ามา นั่งคุยด้วยที่ห้อง
เป็นบทสนทนาที่จืดชืดดมาก อาร์ก็มองไปทางอื่น ทำเป็นไม่สนใจเขา เขาเองก็เล่นเกมส์ ถามคำตอบคำ เหมือนจะตั้งใจคุยด้วย ไร้บรรยากาศชะมัด รู้สึกแย่ไปเลย สุดท้ายทนไม่ไหวเม้ากับเกรียง-เมทของหลง แทน ปล่อยมันเล่นเกมสไป
ซักพัก เอ๊ะพวกเอกนันทนาการ กรูกันเข้ามาทำไม แค่เต้ย กะดัมพ์ เพื่อนสนิทหลง ยังพอว่า นี่ล่อเป็นฝูง
ดูหนังโป๊......
หลงเองก็เข้าไปร่วมวง แหมทำเป็นไม่ตั้งใจดู ชิ เหมือนเป็นสัญญาณว่าอาร์ควรจะออกจากห้องไปได้แล้ว แหม่...ทำไมตัวเองยังหน้าด้านคุยกับเกรียงต่ออีกนะ
โอยย กรูทนไม่ไหวแล้ว ไปก็ไป อีชะนีในหนังก็ซีดซ้าดใหญ่ แงทำไงดีไม่กล้าผ่านพวกกำหนัดทั้งหลายนั่น ท่าทางกลัดมันเต็มแก่แล้ว
เหลียวมาที่หลง นอนหลับซะงั้น แกล้งอะเปล่าเนี่ย
นังเพชรเข้ามาในห้อง อะไรกันเนี่ย ออกไปจากห้องได้สักที บวกกับเรื่องให้น่าคิดว่า อีเพชรมาห้องนี่ทำไม ไม่ชอบขี้หน้ามันเลย
ปล เกรียงเล่าว่าเพชรเข้าออกห้องนี้มาตั้งแต่เทอมหนึ่ง เข้ามาเนียน ๆ บีบนวดให้ ตอแหลจริงๆ หา...... มีมานอนกอดก่ายกันด้วย ตาห่า... ยังจะบอกว่าสองคนนี้ไม่มีอะไรกัน ยังไม่มี จะเชื่อดีไหม....
8/12/04
หงุดหงิดที่สุด กับเรื่องเมื่อคืน ไม่เคลียรไปจากใจซักที วันนี้ก็ว่าจะมานั่งคุยด้วย สือกดูหนังโป๊กันอีกแล้ว ตอนเปิดประตูโผล่หัวเข้ามา เขาก็ทำเฉย ไม่ทักทายอะไรซักคำ พอเพื่อนมันแซวว่า
เฮ้ย หลง แฟนมาหา ทำยิ้มกวนๆใส่เราซะอีก
เลยมาบ่น ระบาย ความหงุดหงิดให้นัทฟังอีก นัทนี่เพื่อนสาวนะคะ ชีก็อุตส่าห์ตื่นมาฟังเราบ่นอีก
ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อยมาคิดมากคนเดียวทำไม เขาไม่ได้เครียดคิดมากไปกับเราซะหน่อย
คิดมากไปเอง......
คิดมาก......
นอนดีกว่า
9/12/04
วันพฤหัสบดีได้ปรึกษากับมิ้นท์ หลังเลิกเรียนอังกฤษ ก่อนจะเตรียมตัวกลับบ้าน อุตส่าห์นึกถึง ว่าจะไป เซย์กูดบาย เสียหน่อย ยังหลับอยู่เลย ขี้เซาชะมัด
กลับไม่ทันนัทอีกแล้ว เฮ้อ... กลับคนเดียวตามเคย
10-12/12/04
ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ กลับมาทบทวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองในอดีตที่ผ่านมา
อาร์จะต้องไม่พยายามคะยั้นคะยอ ฝืนให้เขาเป็นของเรา เอาเป็นว่าเก็บเกี่ยวช่วงเวลาดีๆที่มีกับเขาละกัน เท่าที่จะเป็นไปได้ ในฐานะเพื่อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
จะได้ไม่ต้องเจ็บอย่างที่เคยเจอมา
ทำไมถึงชอบนายคนนี้มากมายขนาดนี้นะ
เพราะ หลง ไป หรือเปล่า
ปล.
ชอบดวงตาที่แน่วแน่คู่นั้น
ชอบจมูกที่คมสันและชันได้รูป
ชอบริมฝีปากที่นุ่มและบางนั่น
ชอบทุกอย่างที่เป็นเขา
แอบมีพุงนิดๆด้วยแฮะ
โดยรวมแล้ว... อืมมม
น่ารักอ่ะ เวลายิ้มทีนี่ละลายเลย
กับเพื่อน ขี้เล่นนัก กับเราไม่เห็นทำงั้นบ้างล่ะ
งงค่ะ
เอาล่ะต่อทันที เพิ่งเลิกงานกลับมา ดีนะแม่ยังไม่กลับมา เห็นไดอารี่นี้คงจะตกใจน่าดู
5/12/04
กลายเป้นว่าเป็นแม่สายบัวคอยเก้อ ซื้อขนมคอยท่าแต่ก็ไม่เจอเขา เพราะยังไม่ได้กลับมาที่มอเลย ยังวันหยุดนี่นา พรุ่งนี้ก็ชดเชยอีก แย่จัง อดเจอหน้า
7/12/04
เย้ ไม่เสียเที่ยว หลงกับมาแล้ว แต่ยังเจ็บใจไม่หายแฮะ โดนนังไอซทำซะหน้าแตกยับ อืมมพยายามไม่พูดถึงดีกว่านะ
รวบรวมความกล้ามา นั่งคุยด้วยที่ห้อง
เป็นบทสนทนาที่จืดชืดดมาก อาร์ก็มองไปทางอื่น ทำเป็นไม่สนใจเขา เขาเองก็เล่นเกมส์ ถามคำตอบคำ เหมือนจะตั้งใจคุยด้วย ไร้บรรยากาศชะมัด รู้สึกแย่ไปเลย สุดท้ายทนไม่ไหวเม้ากับเกรียง-เมทของหลง แทน ปล่อยมันเล่นเกมสไป
ซักพัก เอ๊ะพวกเอกนันทนาการ กรูกันเข้ามาทำไม แค่เต้ย กะดัมพ์ เพื่อนสนิทหลง ยังพอว่า นี่ล่อเป็นฝูง
ดูหนังโป๊......
หลงเองก็เข้าไปร่วมวง แหมทำเป็นไม่ตั้งใจดู ชิ เหมือนเป็นสัญญาณว่าอาร์ควรจะออกจากห้องไปได้แล้ว แหม่...ทำไมตัวเองยังหน้าด้านคุยกับเกรียงต่ออีกนะ
โอยย กรูทนไม่ไหวแล้ว ไปก็ไป อีชะนีในหนังก็ซีดซ้าดใหญ่ แงทำไงดีไม่กล้าผ่านพวกกำหนัดทั้งหลายนั่น ท่าทางกลัดมันเต็มแก่แล้ว
เหลียวมาที่หลง นอนหลับซะงั้น แกล้งอะเปล่าเนี่ย
นังเพชรเข้ามาในห้อง อะไรกันเนี่ย ออกไปจากห้องได้สักที บวกกับเรื่องให้น่าคิดว่า อีเพชรมาห้องนี่ทำไม ไม่ชอบขี้หน้ามันเลย
ปล เกรียงเล่าว่าเพชรเข้าออกห้องนี้มาตั้งแต่เทอมหนึ่ง เข้ามาเนียน ๆ บีบนวดให้ ตอแหลจริงๆ หา...... มีมานอนกอดก่ายกันด้วย ตาห่า... ยังจะบอกว่าสองคนนี้ไม่มีอะไรกัน ยังไม่มี จะเชื่อดีไหม....
8/12/04
หงุดหงิดที่สุด กับเรื่องเมื่อคืน ไม่เคลียรไปจากใจซักที วันนี้ก็ว่าจะมานั่งคุยด้วย สือกดูหนังโป๊กันอีกแล้ว ตอนเปิดประตูโผล่หัวเข้ามา เขาก็ทำเฉย ไม่ทักทายอะไรซักคำ พอเพื่อนมันแซวว่า
เฮ้ย หลง แฟนมาหา ทำยิ้มกวนๆใส่เราซะอีก
เลยมาบ่น ระบาย ความหงุดหงิดให้นัทฟังอีก นัทนี่เพื่อนสาวนะคะ ชีก็อุตส่าห์ตื่นมาฟังเราบ่นอีก
ไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อยมาคิดมากคนเดียวทำไม เขาไม่ได้เครียดคิดมากไปกับเราซะหน่อย
คิดมากไปเอง......
คิดมาก......
นอนดีกว่า
9/12/04
วันพฤหัสบดีได้ปรึกษากับมิ้นท์ หลังเลิกเรียนอังกฤษ ก่อนจะเตรียมตัวกลับบ้าน อุตส่าห์นึกถึง ว่าจะไป เซย์กูดบาย เสียหน่อย ยังหลับอยู่เลย ขี้เซาชะมัด
กลับไม่ทันนัทอีกแล้ว เฮ้อ... กลับคนเดียวตามเคย
10-12/12/04
ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ กลับมาทบทวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเองในอดีตที่ผ่านมา
อาร์จะต้องไม่พยายามคะยั้นคะยอ ฝืนให้เขาเป็นของเรา เอาเป็นว่าเก็บเกี่ยวช่วงเวลาดีๆที่มีกับเขาละกัน เท่าที่จะเป็นไปได้ ในฐานะเพื่อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
จะได้ไม่ต้องเจ็บอย่างที่เคยเจอมา
ทำไมถึงชอบนายคนนี้มากมายขนาดนี้นะ
เพราะ หลง ไป หรือเปล่า
ปล.
ชอบดวงตาที่แน่วแน่คู่นั้น
ชอบจมูกที่คมสันและชันได้รูป
ชอบริมฝีปากที่นุ่มและบางนั่น
ชอบทุกอย่างที่เป็นเขา
แอบมีพุงนิดๆด้วยแฮะ
โดยรวมแล้ว... อืมมม
น่ารักอ่ะ เวลายิ้มทีนี่ละลายเลย
กับเพื่อน ขี้เล่นนัก กับเราไม่เห็นทำงั้นบ้างล่ะ
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
My Winter Miracle 2
My Winter Miracle ตอนที่2
2/12/04
พี่หลงน่ะเหรอ ต็องจะตาย นังไอซว่าอย่างนั้น แอบงงเล็ก แต่ก็คอยเชียรให้ วันนี้พฤหัสบดี ดันตื่นสาย โดเรียนอิ้งซะอย่างนั้น อารมณ์ขี้เกียจนี่นา ปรากฏว่าจารย์เข้า เช็คชื่ออีก ซวยเลย ขาดสามครั้งครบโควต้าขาดไม่ได้อีกแล้ว เมื่อคืนพี่ตื้อ มาค้างที่ห้องด้วย ไม่ยังสังเกตเลย อยู่แต่ในห้องทั้งวัน พี่เค้านิสัยดีนะ คุยกันเพลินเลย เสียดายที่รู้จักกันแปปเดียวเอง
ปล พี่เขาเป็นโค้ช วอลเลยบอลชายหาดให้นังไอซ
ตอนเย้นก็ออกไปเดินเล่นกับพี่เค้า ซื้ขนม และข้าวเหนียวไก่ย่างให้ นายหลง อีตานี่ รีเควสตั้งแต่เมื่อไรกันละเนี่ย อันที่จริงเปนความคิดของพี่ตื้อนะเนี่ย ให้ลองไปถามว่าเขา ว่าอยากกินอะไรไหม ต่างคนต่างเขิน จริงๆแค่พูดเล่น เจ้าตัวตกใจเลยว่าเอาจริงนี่ แหมๆ จัดให้ เขารับไปเขินๆ เพื่อนๆก็มองงๆ อะไรวะพี่บาสและไอซ แซวว่า เมื่อกี้ไปห้องใครมาไม่รู้เจอเดลิโอเลยแอบกินซะ บึ้งเลย
ออกมาพะรุงพะรังจะตายมีกระตายท่องโก๋ของนังไอซที่ไม่ค่อยเหลียวแลมาด้วย นายหลงดูท่าทางยุ่งๆไงไม่รู้ หลบหน้าอีก อ้าว ไปวงเวียนส่งพี่ตื้อที่จะไปพักบ้านเพื่อน ก่อนรับปริญญาพรุ่งนี้ ชอบจัง ดูจริงจังเอาการเอางานดี เสียดาย เสือกเป็นเกย์ ไม่ใช่แนวฮ่ะ
พุ่งนี้ตั้งตารอกับงานที่นังไอซมอบหมายอย่างตั้งใจ แต่งตัวองค์ฟาโรห ช่วยมันตัดชุดจนดึกอีกแล้ว
3/12/04
วันน้วันศุกร์ วันรับปริญญาที่องครักษ์เนี่ยแหละ นอนได้แค่ 3 ชม เอง ไม่รู้สึกง่วงเลย กระปรี้กระเปร่ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ตื่นตีสาม จัดการอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ตี4 ปลุกนังคนขี้เซาไอซอีก ไม่ให้ความร่วมมือเลย แล้วบอกให้กรูปลุกมายละเนี่ย
คะยั้ยคะยอให้นังไอซไปปลุกฟาโรห์มา ชีทามหน้าเบื่อๆ ก่อนรีบออกไป กลับมาบอกว่าพี่เขาตื่นแล้ว อาบน้ำเด๋วลงมา
ซักพักเขาก็มาที่ห้อง หน้าตางัวเงียมาเชียว เลยไล่ให้ไปใส่บอดี้สูทก่อน เพราะไอซไปอาบน้ำ ไปนานมาก กลับมายังแซวอีก อาร์ทำเป็นเฉยๆนิ่งๆ ทั้งที่ใจนี่เต้นตูมตามเล้ยยย เก้บอาการไว้ๆ ได้แต่งตัวให้ สัมผัสริมผีปากด้วย นุ่มมาก ปล ทาลิปค่ะ
ใส่กำไลมือให้ โอยความคิดเตลิดไปไกลแล้ว แต่ชอบข้างเดียวข้าวเหนียวนึ่ง
พอแต่งตัวเสร้จ นายคนนี้ก็ทิ้งตัวลงนอนเลย เทห์ชะมัด โอยกรูอารมณ์จะพาไปแล้ว ออกไปก็ไปพร้อมกัน นังไอซให้โทรหาพี่บาส กะว่าจะให้รับไปวงเวียน ซวยเลย กรูไม่เกี่ยวกลับโดนว้ากไปเต็มๆ เพราะอีนังไอซลงมาสายเกิน พี่บาสไปที่วงเวียนแล้ว ให้เอาเกาอี้ได้วย นังไอซแต่งเป้นคลีโอพัตรา ขึ้นเอามา หลงเลยตัดสินใจเอารถป็อปสีขาวไปเอง ทิ้งสาวน้อยน่าสงสารเดินตามไปวงเวียน ปวดขาชิบ
คนเยอะมาก พลุกพล่านไปหมด เหน็ดเหนื่อยกับการบูม นอนก็น้อย ยังจะต้องมาแหกปากอีก อ้าวเจอพี่ตื้อ ลืมเอาไทค์มาให้ บูมให้ พูดไรผิดไปอะปล่าวได้แค่ 20 บาทเอง
พอใกล้เวลาที่เรียกบัณฑิตทั้งหลายเข้าโรงยิม ที่เนรมิตซะสวยเวอร อาร์แอบแว่บไปซื้อเชาวก๊วยกะโออิชิที่พี่ในเอกปีสองมาเปิดขาย เอาไปให้อีตานั่นแหละ นังไอซเลยพลอยได้รับอนิสงค์ไปด้วยอีก เขารับกับมือเลย กรี๊ด อยากบอกว่าแดดร้อน เหนื่อยหน่อยนะคะ จัง ดันไม่พูดออกมาซะงั้น อ้าวจะสายมากแล้ว รีบกลับบ้านดีกว่า (ก่อนกลับเขียนโนตให้ไอซ เอาไปให้ ขอบคุณที่ชวนไปดูหนังด้วย ตามที่นังนั่นบอกมา ปรากฏว่าอีนังนั่นเย้ยใส่ หาว่าชั้นละเมอเพ้อพบไปเอง ไม่ได้นัดซะหน่อย อีดอก กรูโง่โดนมรึงหลอกเองใช่ไหม)
นัท เพื่อนสาวกลับด้วย ชีบอกว่าเข้าใจ ใครมีฝามรักก็แบบนี้ แหละ ว่าแต่มันปกติเหรอสำหรับอาร์ จีบคนอื่นครั้งแรก
2/12/04
พี่หลงน่ะเหรอ ต็องจะตาย นังไอซว่าอย่างนั้น แอบงงเล็ก แต่ก็คอยเชียรให้ วันนี้พฤหัสบดี ดันตื่นสาย โดเรียนอิ้งซะอย่างนั้น อารมณ์ขี้เกียจนี่นา ปรากฏว่าจารย์เข้า เช็คชื่ออีก ซวยเลย ขาดสามครั้งครบโควต้าขาดไม่ได้อีกแล้ว เมื่อคืนพี่ตื้อ มาค้างที่ห้องด้วย ไม่ยังสังเกตเลย อยู่แต่ในห้องทั้งวัน พี่เค้านิสัยดีนะ คุยกันเพลินเลย เสียดายที่รู้จักกันแปปเดียวเอง
ปล พี่เขาเป็นโค้ช วอลเลยบอลชายหาดให้นังไอซ
ตอนเย้นก็ออกไปเดินเล่นกับพี่เค้า ซื้ขนม และข้าวเหนียวไก่ย่างให้ นายหลง อีตานี่ รีเควสตั้งแต่เมื่อไรกันละเนี่ย อันที่จริงเปนความคิดของพี่ตื้อนะเนี่ย ให้ลองไปถามว่าเขา ว่าอยากกินอะไรไหม ต่างคนต่างเขิน จริงๆแค่พูดเล่น เจ้าตัวตกใจเลยว่าเอาจริงนี่ แหมๆ จัดให้ เขารับไปเขินๆ เพื่อนๆก็มองงๆ อะไรวะพี่บาสและไอซ แซวว่า เมื่อกี้ไปห้องใครมาไม่รู้เจอเดลิโอเลยแอบกินซะ บึ้งเลย
ออกมาพะรุงพะรังจะตายมีกระตายท่องโก๋ของนังไอซที่ไม่ค่อยเหลียวแลมาด้วย นายหลงดูท่าทางยุ่งๆไงไม่รู้ หลบหน้าอีก อ้าว ไปวงเวียนส่งพี่ตื้อที่จะไปพักบ้านเพื่อน ก่อนรับปริญญาพรุ่งนี้ ชอบจัง ดูจริงจังเอาการเอางานดี เสียดาย เสือกเป็นเกย์ ไม่ใช่แนวฮ่ะ
พุ่งนี้ตั้งตารอกับงานที่นังไอซมอบหมายอย่างตั้งใจ แต่งตัวองค์ฟาโรห ช่วยมันตัดชุดจนดึกอีกแล้ว
3/12/04
วันน้วันศุกร์ วันรับปริญญาที่องครักษ์เนี่ยแหละ นอนได้แค่ 3 ชม เอง ไม่รู้สึกง่วงเลย กระปรี้กระเปร่ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
ตื่นตีสาม จัดการอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ตี4 ปลุกนังคนขี้เซาไอซอีก ไม่ให้ความร่วมมือเลย แล้วบอกให้กรูปลุกมายละเนี่ย
คะยั้ยคะยอให้นังไอซไปปลุกฟาโรห์มา ชีทามหน้าเบื่อๆ ก่อนรีบออกไป กลับมาบอกว่าพี่เขาตื่นแล้ว อาบน้ำเด๋วลงมา
ซักพักเขาก็มาที่ห้อง หน้าตางัวเงียมาเชียว เลยไล่ให้ไปใส่บอดี้สูทก่อน เพราะไอซไปอาบน้ำ ไปนานมาก กลับมายังแซวอีก อาร์ทำเป็นเฉยๆนิ่งๆ ทั้งที่ใจนี่เต้นตูมตามเล้ยยย เก้บอาการไว้ๆ ได้แต่งตัวให้ สัมผัสริมผีปากด้วย นุ่มมาก ปล ทาลิปค่ะ
ใส่กำไลมือให้ โอยความคิดเตลิดไปไกลแล้ว แต่ชอบข้างเดียวข้าวเหนียวนึ่ง
พอแต่งตัวเสร้จ นายคนนี้ก็ทิ้งตัวลงนอนเลย เทห์ชะมัด โอยกรูอารมณ์จะพาไปแล้ว ออกไปก็ไปพร้อมกัน นังไอซให้โทรหาพี่บาส กะว่าจะให้รับไปวงเวียน ซวยเลย กรูไม่เกี่ยวกลับโดนว้ากไปเต็มๆ เพราะอีนังไอซลงมาสายเกิน พี่บาสไปที่วงเวียนแล้ว ให้เอาเกาอี้ได้วย นังไอซแต่งเป้นคลีโอพัตรา ขึ้นเอามา หลงเลยตัดสินใจเอารถป็อปสีขาวไปเอง ทิ้งสาวน้อยน่าสงสารเดินตามไปวงเวียน ปวดขาชิบ
คนเยอะมาก พลุกพล่านไปหมด เหน็ดเหนื่อยกับการบูม นอนก็น้อย ยังจะต้องมาแหกปากอีก อ้าวเจอพี่ตื้อ ลืมเอาไทค์มาให้ บูมให้ พูดไรผิดไปอะปล่าวได้แค่ 20 บาทเอง
พอใกล้เวลาที่เรียกบัณฑิตทั้งหลายเข้าโรงยิม ที่เนรมิตซะสวยเวอร อาร์แอบแว่บไปซื้อเชาวก๊วยกะโออิชิที่พี่ในเอกปีสองมาเปิดขาย เอาไปให้อีตานั่นแหละ นังไอซเลยพลอยได้รับอนิสงค์ไปด้วยอีก เขารับกับมือเลย กรี๊ด อยากบอกว่าแดดร้อน เหนื่อยหน่อยนะคะ จัง ดันไม่พูดออกมาซะงั้น อ้าวจะสายมากแล้ว รีบกลับบ้านดีกว่า (ก่อนกลับเขียนโนตให้ไอซ เอาไปให้ ขอบคุณที่ชวนไปดูหนังด้วย ตามที่นังนั่นบอกมา ปรากฏว่าอีนังนั่นเย้ยใส่ หาว่าชั้นละเมอเพ้อพบไปเอง ไม่ได้นัดซะหน่อย อีดอก กรูโง่โดนมรึงหลอกเองใช่ไหม)
นัท เพื่อนสาวกลับด้วย ชีบอกว่าเข้าใจ ใครมีฝามรักก็แบบนี้ แหละ ว่าแต่มันปกติเหรอสำหรับอาร์ จีบคนอื่นครั้งแรก
My Winter Miracle 1
คำแนะนำก่อนอ่านเรื่องดังกล่าว
เป็นความบังเอิญของตัวเองที่ไปพบกับบันทึกนี้เข้า ไม่น่าเชื่อเลยว่าครบสามปีพอดีที่ตัวเองเกือบจะลืมเรื่องดังกล่าวไปเสียสนิท อันเนื่องด้วยงานและเรียน
เรื่องนี้เป็นฉากหนึ่งที่ตนเองได้โลดแล่นในฐานะตัวแสดงที่มีทั้งความรู้สึกสมหวังและเจ็บปวดคละเคล้าไป
หากคุณอยากรู้จักอาร์ละก็
เรื่องนี้ อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง... ที่คุณชอบและไม่ชอบ
ขอบพระคุณค่ะ
My Winter Miracle ตอนที่1
30/11/04
จากความคิดชั่ววูบในตอนแรก ที่อยากจะให้ตัวเองสบายใจขึ้น ลืมเรื่องเก่าๆกับคนบางคน และอยากเอาคืนที่นายคนนั้นทำไว้อย่างเจ็บแสบก่อนเลิกกันไป
หลง คือคนแรก เป้าหมายที่อาร์ตั้งใจจะจีบให้ได้ (จะเวอร ไปหรือเปล่า หากบอกว่าตัวเองนั้นไม่เคยจีบใครมาก่อนเลย มีแต่คนจีบตลอดเลย แฮะๆ ไม่เข้าใจว่าตัวเองน่าดึงดูดตรงไหน นา.....
ปล หากจะทิ้งเรื่องนี้ไม่อ่านต่อไปเลยก็ได้ อยากให้ลองใช้วิจารณญาณดูว่าที่อาร์ทำมันถูกหรือเปล่า ขอยืนยันว่าทุกอย่างเป็นความจริงทุกประการ) น่าแปลก ทั้งๆที่เขาก็เข้าๆออกๆห้องเราก็บ่อย แต่กลับไม่เคยสังเกตเลย
ไอซแทบไม่เชื่อว่าอาร์จะชอบหลงได้จริงๆ อยากบอกตั้งใจจะแค่เสแสร้ง แกล้งทำเท่านั้น ก็เอกนี้มีกินกระเทยว่าเล่นนี่นา คิดไม่ออกเลยจะเริ่มต้นยังไง ตอนเย็นได้โอกาสออกไปกับมิ้นท์และเกี๊ยะ ขี่จักรยานเล่นไปเรื่อยๆ และชวนให้ไปช่วยเลือกขนมน่าทานและคาดว่า ผช จะชอบกิน เกิดปิ๊งอีกไอเดียว่าจะลองเอาไปให้ด้วยตัวเอง
ที่วงเวียนขณะทำซุ้ม เตรียมรับปริญญา พลันเห็นเขาไปกับเพื่อน ผญในเอกคนนึงแบกต้นไม้มา จะไปที่นั่นด้วย เลยตามไปอย่างรวดเร็วไปรษณีย์จ๋า จังหวะที่เขาหยุดรถปลี่ยนคนซ้อนคนขี่ หน้าห้องสมุด เวร ตัวเองขับผ่านไปซะงั้น ของก็ยังอยู่ ก็มันเขินนี่นา จะให้ทำมันก็ไม่กล้านี่นา ขับไปคิดไป หันกลับไปอีกที ตายละว่า รถเขาดันล้มซะนี่ จะเป็นไรหรือเปล่า แล้วจะมัวยืนอึ้งหาพระแสงอะไรละเนี่ย ทำไมไม่ไปช่วยเขา น่าจะทำคะแนนได้เยอะเลยตอนนั้น
พวกโอนขี่รถกลับมาจากวงเวียน มาทางนี้พอดี เหมาะเลย จะกลับไปขนของจากหอไปวงเวียนอีกอะดิ ดีเลย มาเอาของไปให้แทนทีดิ เขิน อะ นังเกดกรุ่มกริ่มอะไรละเนี่ย โอโฮ ชีปั่นใส่เกียรหมา ตามสุดกำลัง มีลูกเกดพ่วงท้าย เพราะรถเขาผ่านไปพอดี อีอาร์เอ๊ย ขับวนอยู่แถวนั้นนั่นแหละต้อนโอนปฏิบัติการณ์ ตลกตัวเองชะมัด
ซักพักโอนกลับมา รายงานว่าเขาออกจะงงๆแต่ก็รับเอาไว้ ถามด้วยนะว่าใคร แต่ชีไม่ได้บอก ชีหัวเราะคิกคัก เออ... ขอบคุณด้วยละกันที่ช่วยน่ะ เหนื่อยน่าดูเลย รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ
ตอนกลับมาหลังจากทำซุ้ม ก็เจออีก แหม่ อิ่มอกอิ่มใจ นังแอนคาบข่าวมาบอกด้วยว่าเขาทานขนมด้วย อดปลื้มไม่ได้ ว่าแต่นังนี่รู้ได้ไง กลับหอก็นั่งเขียนจม ว่าจะฝากให้ไอซเอาไปให้
1/12/04
ตื่นสายกว่าที่กำหนดไว้ นอนตั้งตีสาม จะให้ตื่นตีสี่ก็บ้าแล้ว นี่ปาไปตีห้า อาบน้ำด่วนจี๋ แต่งตัว เมคอัพ ไปที่อ็อคตะ ปาไป หกโมงเช้า คนอื่นๆก็ทะยอยกันมา เห็นไหม นัดยังไงก็สายกันท้วนหน้าอยู่ดี เอาล่ะไปบูมที่วงเวียน
หลังบูมเสร็จก้ร่อนไปฟิวเจอรรังสิตทันที คิดไงวะซื้อเดลิโอ มาให้เขาตั้งสองกล่อง ตอนนั่งรถตู้กลับมาที่มอ นึกถึงเรื่องเก่าๆก็อดน้ำตาไหลไม่ได้ ซักพักก็กลับมาอารมณ์ดีเหมือนเดิม อะไรเนี่ย ขึ้นๆลงๆ นังไอซจะเอา จมไปให้หรือเปล่านะ แล้วจะหลบหน้าเขาทามไมละเนี่ย
คืนนั้นกว่าจะรวบรวมความกล้าเอาของไปให้เอง ถามไอซว่าเขาอยู่ห้องไหน 417 อ้อ ชั้นสี่ ขึ้นไปยังไม่ถึงประตูห้อง วิ่งกลับลงมาซะงั้น อายนี่ สุดท้ายก็ไม่พ้นนังไอซ์ช่วยอีกแหละ มันว่า กรูเอ๋ออีก อ้าวอีควายนี่
คุยด้วยนิดหน่อย เขาบอกว่าขอบคุณ ตัวเองนี้ก็แปลกทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่สนใจเขาอีก เอากะตัวเองสิ เห็นว่ากำลังจะกินข้าวมื้อดึกกะเพื่อน ไม่กวนดีก่า
สุดท้ายก็ไม่คืบหน้าอะไร
ปล เขาไม่ยอมเขียนจมตอบเลย ไอซบอกว่าจะเขียนตอบนี่นา
รู้สึกแปลกขึ้นมาบอกไม่ถูก ที่แน่ๆดันลืมเรื่องแฟนเก่าไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
เป็นความบังเอิญของตัวเองที่ไปพบกับบันทึกนี้เข้า ไม่น่าเชื่อเลยว่าครบสามปีพอดีที่ตัวเองเกือบจะลืมเรื่องดังกล่าวไปเสียสนิท อันเนื่องด้วยงานและเรียน
เรื่องนี้เป็นฉากหนึ่งที่ตนเองได้โลดแล่นในฐานะตัวแสดงที่มีทั้งความรู้สึกสมหวังและเจ็บปวดคละเคล้าไป
หากคุณอยากรู้จักอาร์ละก็
เรื่องนี้ อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง... ที่คุณชอบและไม่ชอบ
ขอบพระคุณค่ะ
My Winter Miracle ตอนที่1
30/11/04
จากความคิดชั่ววูบในตอนแรก ที่อยากจะให้ตัวเองสบายใจขึ้น ลืมเรื่องเก่าๆกับคนบางคน และอยากเอาคืนที่นายคนนั้นทำไว้อย่างเจ็บแสบก่อนเลิกกันไป
หลง คือคนแรก เป้าหมายที่อาร์ตั้งใจจะจีบให้ได้ (จะเวอร ไปหรือเปล่า หากบอกว่าตัวเองนั้นไม่เคยจีบใครมาก่อนเลย มีแต่คนจีบตลอดเลย แฮะๆ ไม่เข้าใจว่าตัวเองน่าดึงดูดตรงไหน นา.....
ปล หากจะทิ้งเรื่องนี้ไม่อ่านต่อไปเลยก็ได้ อยากให้ลองใช้วิจารณญาณดูว่าที่อาร์ทำมันถูกหรือเปล่า ขอยืนยันว่าทุกอย่างเป็นความจริงทุกประการ) น่าแปลก ทั้งๆที่เขาก็เข้าๆออกๆห้องเราก็บ่อย แต่กลับไม่เคยสังเกตเลย
ไอซแทบไม่เชื่อว่าอาร์จะชอบหลงได้จริงๆ อยากบอกตั้งใจจะแค่เสแสร้ง แกล้งทำเท่านั้น ก็เอกนี้มีกินกระเทยว่าเล่นนี่นา คิดไม่ออกเลยจะเริ่มต้นยังไง ตอนเย็นได้โอกาสออกไปกับมิ้นท์และเกี๊ยะ ขี่จักรยานเล่นไปเรื่อยๆ และชวนให้ไปช่วยเลือกขนมน่าทานและคาดว่า ผช จะชอบกิน เกิดปิ๊งอีกไอเดียว่าจะลองเอาไปให้ด้วยตัวเอง
ที่วงเวียนขณะทำซุ้ม เตรียมรับปริญญา พลันเห็นเขาไปกับเพื่อน ผญในเอกคนนึงแบกต้นไม้มา จะไปที่นั่นด้วย เลยตามไปอย่างรวดเร็วไปรษณีย์จ๋า จังหวะที่เขาหยุดรถปลี่ยนคนซ้อนคนขี่ หน้าห้องสมุด เวร ตัวเองขับผ่านไปซะงั้น ของก็ยังอยู่ ก็มันเขินนี่นา จะให้ทำมันก็ไม่กล้านี่นา ขับไปคิดไป หันกลับไปอีกที ตายละว่า รถเขาดันล้มซะนี่ จะเป็นไรหรือเปล่า แล้วจะมัวยืนอึ้งหาพระแสงอะไรละเนี่ย ทำไมไม่ไปช่วยเขา น่าจะทำคะแนนได้เยอะเลยตอนนั้น
พวกโอนขี่รถกลับมาจากวงเวียน มาทางนี้พอดี เหมาะเลย จะกลับไปขนของจากหอไปวงเวียนอีกอะดิ ดีเลย มาเอาของไปให้แทนทีดิ เขิน อะ นังเกดกรุ่มกริ่มอะไรละเนี่ย โอโฮ ชีปั่นใส่เกียรหมา ตามสุดกำลัง มีลูกเกดพ่วงท้าย เพราะรถเขาผ่านไปพอดี อีอาร์เอ๊ย ขับวนอยู่แถวนั้นนั่นแหละต้อนโอนปฏิบัติการณ์ ตลกตัวเองชะมัด
ซักพักโอนกลับมา รายงานว่าเขาออกจะงงๆแต่ก็รับเอาไว้ ถามด้วยนะว่าใคร แต่ชีไม่ได้บอก ชีหัวเราะคิกคัก เออ... ขอบคุณด้วยละกันที่ช่วยน่ะ เหนื่อยน่าดูเลย รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ
ตอนกลับมาหลังจากทำซุ้ม ก็เจออีก แหม่ อิ่มอกอิ่มใจ นังแอนคาบข่าวมาบอกด้วยว่าเขาทานขนมด้วย อดปลื้มไม่ได้ ว่าแต่นังนี่รู้ได้ไง กลับหอก็นั่งเขียนจม ว่าจะฝากให้ไอซเอาไปให้
1/12/04
ตื่นสายกว่าที่กำหนดไว้ นอนตั้งตีสาม จะให้ตื่นตีสี่ก็บ้าแล้ว นี่ปาไปตีห้า อาบน้ำด่วนจี๋ แต่งตัว เมคอัพ ไปที่อ็อคตะ ปาไป หกโมงเช้า คนอื่นๆก็ทะยอยกันมา เห็นไหม นัดยังไงก็สายกันท้วนหน้าอยู่ดี เอาล่ะไปบูมที่วงเวียน
หลังบูมเสร็จก้ร่อนไปฟิวเจอรรังสิตทันที คิดไงวะซื้อเดลิโอ มาให้เขาตั้งสองกล่อง ตอนนั่งรถตู้กลับมาที่มอ นึกถึงเรื่องเก่าๆก็อดน้ำตาไหลไม่ได้ ซักพักก็กลับมาอารมณ์ดีเหมือนเดิม อะไรเนี่ย ขึ้นๆลงๆ นังไอซจะเอา จมไปให้หรือเปล่านะ แล้วจะหลบหน้าเขาทามไมละเนี่ย
คืนนั้นกว่าจะรวบรวมความกล้าเอาของไปให้เอง ถามไอซว่าเขาอยู่ห้องไหน 417 อ้อ ชั้นสี่ ขึ้นไปยังไม่ถึงประตูห้อง วิ่งกลับลงมาซะงั้น อายนี่ สุดท้ายก็ไม่พ้นนังไอซ์ช่วยอีกแหละ มันว่า กรูเอ๋ออีก อ้าวอีควายนี่
คุยด้วยนิดหน่อย เขาบอกว่าขอบคุณ ตัวเองนี้ก็แปลกทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่สนใจเขาอีก เอากะตัวเองสิ เห็นว่ากำลังจะกินข้าวมื้อดึกกะเพื่อน ไม่กวนดีก่า
สุดท้ายก็ไม่คืบหน้าอะไร
ปล เขาไม่ยอมเขียนจมตอบเลย ไอซบอกว่าจะเขียนตอบนี่นา
รู้สึกแปลกขึ้นมาบอกไม่ถูก ที่แน่ๆดันลืมเรื่องแฟนเก่าไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
วันอังคารที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550
BEYONCE The Experience Tour 2007 live in BKK
ที่บรรยากาศนอกงานที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยค่ะ คนเยอะมากกกกก ถ้าเป็นหญิงก็แบบว่าเก๋เดิร์นมาเลย ถ้าเป็นชาย+++...ก็ละไว้อย่างที่เรารู้กัน แล้วถ้าเป็นดาราล่ะ แทบจะเดินชนกันค่ะงานนี้ จะพี่ฟลุ๊ค น้องอชิ พี่ต๊อดเบียร์สิงห์ ซี ศิวัฒน์ควงคู่มากะน้องเอมมี่ ศรีริต้า เสนาเปิ้ล-หอย เจ้โอปอล์ ป้าติ๊นา นู่นก็กล้อง นี่ก็ถ่าย นู่นก็กล้อง โอ๊ยย! มึนเหลือแสน... 

กว่าคอนเสิร์ตจะเริ่มก็ 2 ทุ่ม 40 เพราะงานนี้มีเสด็จมา 2 พระองค์ ...อินโทร Queen B กระหึ่มขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันพวยพุ่ง B เดินมาจากมุมขวาของเวที สะบัดหน้าซ้าย-ขวาทีอย่างเริ่ดเชิ่ด “ Lady & Gentlemen R u ready?”…เปิดตัวแบบกรี๊ดสลบกันไปเลยกับ Crazy In Love ไม่มีพี่เจย์ แต่มีแซม Crazy ของ Gnarl Barkley มาด้วย แสง สี เวที เอ็ฟเฟ็กต์ ฉากหลังที่เล่นกันด้วยแสงสีกราฟฟิคล้วนๆ ขอบอกว่าอลังสุดขีด ถ้าเทียบกับคอนเสิร์ตที่เทโรเคยจัดมา ซึ่งมาตรฐานก็จะมีแค่เวที แสงนิดไฟหน่อย และจอมอนิเตอร์ 2 ด้านข้าง!!! คนในอิมแพคจะเหลือเหรอคะ กรี๊ดกร๊าดลุกฮือมันตั้งแต่เพลงแรก เพลงจบม่านปิด เอ้ากรี๊ดๆๆ ฮือฮาอึ้งกันอีก เพราะบีกะแด๊นเซ่อร์ยังชะแว๊บกันมาเต้นหน้าม่านกันต่อ

“แบงค่อกกก ฮาวดูยูฟีลทูไนท์?” คือเสียงทักทายอย่างแอคทีฟของสาวบี ก็แหมนะ ฟังดูเสียงกรี๊ดและปฏิกิริยาตอบรับของคนดูสิเน๊อะ ใครมีซีดีโซโล่ของฉานบ้าง ชุด 1 ล่ะ...ยกมือ ชุด 2 ล่ะ ก็ยังมีคนยกกันให้พรึ่บอีก มาถึงตอนนี้แล้วทุกคนน่าจะเริ่มสังเกต และจับจ้องไปที่กลุ่มนักดนตรีด้านนหลังของสาวบี ผู้หญิงทั้งวงเลยค่ะ มือกีตาร์อย่างเท่ 3 คอรัสงี้ก็ปุ้มปุ้ยปุ๊กลุกไม่ได้สวยเซ็กส์เอ็กซ์แข่งกะบีอะไร ก็ขนาดแด๊นเซ่อร์ยังเด่นสู้บีไม่ได้ งานนี้ที่เป็นผู้ชาย อนุโลมให้แด๊นเซอร์ 4 คนเท่านั้น กับเซ็ทลิสส์ช่วงแรกที่ทยอยกันมาแบบนั่งไม่ติดต้องลุกขึ้นเต้นอย่างเดียว ไล่มาตั้งแต่ Baby Boy, Beautiful Liar, Naughty Girl มาหยุดเอาที่ Me Myself & I เพลงที่ 7 นี่แหละ ก้นคนดูถึงได้มีโอกาสหย่อนลงนั่งเก้าอี้ นึกแล้วก็ยังคึกไม่หาย
ผ่านไปไม่ถึง 5 นาที ถึงเวลาที่ก้นอยู่ไม่สุขต้องลุกขึ้นมาเต้นกันอีกแล้ว หรือประเภทที่ไม่อยากเต้นก็ต้องลุกขึ้นมายืนชะเง้อทำตัวยึกยักเพราะโดนคนข้างหน้าบังกันนี่หว่า Dangerously In Love โนแร็พพี่เจย์อีกละ ต่อด้วยเมดเล่ห์ที่สุดแสนจะคุ้มค่า เพราะ Destiny’s Child แบบ B เหมาเอง ไม่มีมิเชล ไม่มีเคลลี่ ต่อไปนี้คือเพลงของช้าน... ไล่มาตั้งแต่ Independent Woman,Bootylicious,No No No, Bug A Boo, Bills Bills Bills, Cater 2 U, Say My Name, Jumpin’ Jumpin’ Soldier, Survivor ขึ้นเพลงไหนมาแฟนคลับก็กรี๊ดซ้า แล้วก็ไม่หยุดที่จะกรี๊ดแข่งกันด้วย ทางฟากโน้นทีทางนี้ที เสียงเหมือนหมูถูกเชือดบางคนเลยสร้างความฮาให้กับเหล่าคนดูเป็นระยะๆ ยิ่งได้เหล่าแด๊นเซ่อร์ชายมาเต้น ช่วงคั่น เพลง "Party Like a Rockstar" ของ Shopboyz รวมถึงก่อนเข้าเพลง Ring The Alarm ท่าเต้นของแต่ละบึ้ก ขอบอกว่าเสียววูบมาก ^_^! ถอดเสื้อกระชาก โชว์กล้ามทีงี้ เสียงกรี๊ดเฟี้ยวฟ้าวกรี๊ดกันสนั่น เพราะเพลงทีขนมายังเต้นกันได้ต่อมาถึง Check On It, และ Dejavu ก่อนที่มือเบสสาวจะมาตบเบสปิดท้ายด้วยการแลบลิ้นเลียตั้งแต่ล่างไปบนให้อี๋กัน แหม๋! B แว๊บไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกแล้วค่ะ นับได้ตั้ง 7 ชุดแน่ะ เปลี่ยนที ก็ส่งนักดนตรี แด๊นเซ่อร์ มีแม้กระทั่งบัลเล่ห์ มาฉีกขาแอ่นตัวจูบปากกันให้ดูด้วย ว๊ายๆๆๆ
ช่วงนี้เป็นคิวของเอ็มวี Hollywood ขึ้นจอให้แฟนๆ ได้ดูบี กับ red carpet ก่อนที่เวทีและฉากจะเปลี่ยนธีมเข้าสู่ Dream Girl ให้สาวบีนวยนาดเยื้องย่างออกมาเป็น Deena Jones และ Listen ที่เหนือชั้นและทรงพลังขนลุกซู่ B ถามทุกคนว่า...hav a good time tonite? ก่อนที่จะพล่ามยาวเข้าถึงเพลงโปรดของตัวเองขึ้นมาด้วยประโยคฮิต To The Left To The Left..แบบอคูสติกให้ทุกคนร้องต่อจนจบ โอว์! ไม่จริงนะ เกือบทุกคนดันร้องตามได้ด้วย ร้องดังม๊ากค่า ร้องกันได้ด้วยเหรอ เค้าร้องได้แค่ช่วงคอรัสเองนะ อ๊ายอาย แต่ก็พยายามทำปากมุบมิบร้อง สุดยอดมากค่าแฟน Beyonce ....กว่า 2 ชั่วโมงเต็มที่คอนเสิร์ตจบลง 4 ทุ่มครึ่ง ไม่มีอังกอร์ เพราะม่านปิดไปแล้ว ไฟข้างบนแสตนก็เปิดแล้ว แค่นั้นยังไม่พอ ยังได้เห็นรถถอยเข้ามารับใครไม่รุถึงข้างเวทีแล้วก็รีบพุ่งออกไปอีก อะไรจะเริ่ดขนาดนี้ คอนเสิร์ตปิดฉาก ปิดม่าน ไม่มีอังกอร์ ไม่มีใครเหมือน ภาพสุดท้ายของ Beyonce ก็คือพูดคำว่า I love you ชูมือเป็นรูปหัวใจให้แฟนๆ หลังร้อง Happy B Day to you all of you .....ที่เธอร้องต่อจากเพลง happy birthday ก็ขนาด Christina ที่ว่าตื่นตาแล้ว Beyonce นี่ยิ่งกว่า อลังการงานสร้างไม่ต้อง แสงสีอย่างเดียวก็เริ่ดได้
** Set List**
1. Crazy In Love
2.Freakum Dress
3.Greenlight (drum solo)
4.Baby Boy
5.Beautiful Liar
6.Naughty Girl
7.Me Myself & I
~Bumble Bee intro
8.Dangerously In Love
9.Destiny's Child medley
Independent Woman
Bootylicious
No No No
Bug A Boo
Bills Bills Bills
Cater 2 U
Say My Name
Jumpin’ Jumpin’
Soldier
Survivor
(I Be Damn (Gheeto Tango) )
10. Ring The Alarm
11.Upgrade U
12.Bonnie And Clyde
13.Check On It
14.Deja Vu
15.Dreamgirls
16.Listen
17.Irreplaceable
ปล ไม่ยอมเล่น Suga Mama, Get Me Bodied ด้วยเลย ติอีกอย่าง Ring the Alarm ไหงเล่นแค่ครึ่งเพลงล่ะ
วันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2550
เล่าบรรยากาศการแปลงเพศ ขอขอบคุณพี่ส้มนะคะ
ขอขอบคุณข้อมูลทั้งหมดจากพี่ส้มนะคะ
เรื่องของตัวเองนั้น แล้วแต่ว่าใครจะสนใจ จะเล่าให้ฟังส่วนตัวนะคะ
ข้อมูลที่ได้จากพี่ส้มนี่ละเอียดมาก น่าสนใจด้วย
ขอบคุณ thailadyboyz.net ด้วยนะคะ
เรื่องของตัวเองนั้น แล้วแต่ว่าใครจะสนใจ จะเล่าให้ฟังส่วนตัวนะคะ
ข้อมูลที่ได้จากพี่ส้มนี่ละเอียดมาก น่าสนใจด้วย
ขอบคุณ thailadyboyz.net ด้วยนะคะ
เล่าบรรยากาศการแปลงเพศ9
วันถอดสายฉี่ออกแล้ว"
ตอนนี้ก็กลับมาอยู่ที่ห้องของตัวเองแล้วค่ะ ก็ได้แต่นอนอย่างเดียว
ห้องน้ำก็ไม่ต้องเข้า นอนสบายเลย เพราะว่ามีถุงปัสสาวะส่วนตัว ไม่ต้องเดินเเข้าห้องน้ำให้เหนื่อยเลย อิอิ
ส่วนเรื่องอุจจาระนี่ ไม่ต้องพูดถึงค่ะ มันขี้ไม่ออก 555
ดิชั้นโทรไปถามคุณหมอมาเลยค่ะว่า มันเหมือนจะปวดอึ แต่มันอึไม่ออก
คุณหมอก็บอกว่า ถ่ายได้ แต่ห้ามเบ่งมาก
ดิชั้นก็โอเคค่ะ เข้าห้องน้ำแล้ว ไม่เบ่ง! แล้วขี้มันจะออกมั้ยเนี้ย
ความรู้สึกมันคือ หนักๆ หน่วงๆ เหมือนมีอะไรอัดแน่นอยู่แถวบริเวณนั้น
ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ค่ะว่ามันมีอะไรอยู่... ก็เลยไม่ได้ถ่ายค่ะ กลับมานอนตามเดิม
อยู่บ้านตัวเอง 2 วัน พอครบ 2 วันละเดี๋ยวกลับไปชลบุรีอีกที
เพราะถ้าทำครบ 7 วันแล้ว จะต้องถอดสายปัสสาวะออกแล้วค่ะ
ก็ได้แต่ทานยาเอง เพราะคุณหมอมียามาให้พร้อมครบเลยค่ะ
ไม่ว่าจะยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยาพาราลดไข้ ปวดก็กินเลยค่ะ หายปวดเลยล่ะ
2 วันนี้ไม่มีอะไรค่ะ นอนพักฟื้นอย่างเดียว สลบไสล ยังทำความสะอาดแผลอะไรไม่ได้ค่ะ
เพราะว่ายังไม่ได้เอาสายฉี่ออก และอะไรที่อัดแน่นอยู่ในช่องคลอดอีกค่ะ
ผ่าตัดครบ 7 วัน
วันเดินทางไปถอดสายปัสสาวะออก...
วันนี้นัดเวลาไว้ช่วงบ่ายค่ะ ความรู้สึกของดิชั้นช่วงนี้คือ อาการมีไข้เล็กน้อย กินอะไรไม่ค่อยได้ด้วย
ท้องว่างมาได้ 4-5 วันแล้วค่ะ เพราะกระเพาะอาหารแทบจะไม่อยากรับอะไรเข้าไปเลย
ก่อนออกไปพบคุณหมอ ก็เลยซัดยาคูลท์ไป 2 ขวดค่ะ แล้วทานยาตามเข้าไป
จะบอกว่ามันไม่เป็นสิ่งดีเลยค่ะ เพราะพอรถออก นั่งรถไปได้สักพัก อาการคลื่นไส้อยากจะอาเจียนมันถามหานะสิคะ
พูดง่ายๆว่า มันพะอืดพะอม อยากจะอ้วกออกมานั่นเองแหละค่ะ
นั่งรถไปได้สักพัก อาการเริ่มไม่ดีแล้วค่ะ รู้ตัวแล้วล่ะว่า อีกสักพัก "อ้วกพุ่งแน่ๆ"
ดีนะคะ ดิชั้นมีถุงก๊อบแก๊บส่วนตัวพกติดไว้ค่ะ สังหรตั้งแต่ก่อนขึ้นรถว่าอาจจะมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นได้
สักพักก็มาแล้วค่ะ... "อ๊วกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!"
... เต็มถุงเลยกู...
พี่คนขับรถหันมามองด้วยความตกใจ แกคงจะกลัวค่ะว่า ดิชั้นจะไปอ้วกใส่รถแก 555
แต่ดิชั้นเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีค่ะ อ้วกดิชั้นเลยไม่ได้เจิมรถพี่แกแต่อย่างใด (แหม๊!!! น่าจะเจิมให้เป็นศิริมงคลเน๊อะ!)
สิ่งที่ดิชั้นเห็นอยู่ในถุงคือ ยาคูลท์ ที่ดิชั้นเพิ่งทานไปสักครู่นั่นเอง ทานไป 2 ขวด ก็ออกมาแค่นั้นแหละค่ะ
รวมกับยาที่ทานไปนั้นก็ออกมาด้วย สรุปว่าไม่มีอะไรออกมาอีกแล้ว เพราะหลายวันนั้น ดิชั้นไม่ได้ทานอะไรลงไปเลย
คุณเพื่อนก็เลยเอายาดมมาให้ดมค่ะ แล้วก็หลับไปเลย
พออ้วกหมดไป ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วค่ะ ได้แต่นอน นอน นอน สลบอยู่เบาะหลังเลยค่ะ
อาการมันไม่ได้ดีขึ้นค่ะ กลับรู้สึกวิงเวียนศีรษะ มึนๆ ก็เลยขอนอนหลับซะเลย
ตอนอยู่บนรถก็ต้องนอนตะแคงนะคะ นั่งไม่ได้เลย ไม่อยากให้แผลผ่าตัดมันกดทับแน่นค่ะ
ก็ได้แต่นอนตะแคง...
ตื่นมาอีกทีก็ถึงชลบุรีแล้ว งัวเงียๆลุกขึ้นมา อาการก็ดีขึ้นกว่าเดิมนิดนึง แต่ไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ เพลียๆ
อยากนอนตลอดเวลา เพราะตั้งแต่อยู่ในโรงพยาบาลและออกจาก รพ.แล้ว ก็ยังคงนอนเกือบตลอดเวลา
ความรู้สึกของมันจะเป็นแบบว่า ไม่ค่อยจะอยากไปไหนค่ะ อยากนอน นอน และก็นอน
...ถึงคลินิก...
ก็เดินเข้าคลินิกคุณหมอสุพรค่ะ เข้าไปก็นอนที่โซฟารอ พี่พยาบาลก็ใจดี เอาผ้าห่มมาให้ค่ะ
จะได้คลุมขาไว้ นอนรอได้สักพัก พยาบาลก็เรียกเข้าห้อง 'เพื่อจะเอาสายฉี่ออกกันแล้วค่ะ
เข้าไปในห้องนั้นปุ้บ พี่พยาบาลก็บอกให้ขึ้นไปนอนรอบนเตียงค่ะ เค้าจัดไว้พร้อมหมดแล้ว
แล้วก็บอกให้ดิชั้นถอดกระโปรงออก โอเค ถอดออกอีกแล้ว (โป๊ให้เค้าเห็นอีกแล้ว)
แก้อีกแล้วววว แล้วแอร์ก็หนาวด้วยสิ ก็เล่นเปิดแอร์ 24 องศาด้วยนะคะ (เค้าบอก) ดิชั้นก็หนาวสั่นแหงกๆๆๆๆๆ
จนทนไม่ไหว ก็เลยบอกพี่เค้าว่าหนาว แล้วไม่ค่อยสบายด้วย กลัวว่าเดี๋ยวไข้จะขึ้น ช่วยปิดแอร์หน่อย
เค้าก็เดินไปปิดค่ะ สักพักพี่พยาบาลอีกคนนึงมา ก็บอกว่า ปิดไม่ได้ ใครบอกให้ปิด
พี่คนนั้นก็บอกว่าอิชั้นหนาว ไม่ไหว กลัวจะไม่สบาย เค้าก็เลยอธิบายให้ฟังว่า
ปิดไม่ได้ค่ะ และต้องเปิด 24 องศาด้วย ไม่เช่นนั้นกลิ่นมันจะออกค่ะ ต้องเปิดความเย็นระดับนี้
กลิ่นมันจะได้ไม่โชยขึ้นมาบ้างบนระดับจมูกค่ะ (อันนี้จากที่เค้าบอกนะคะ)
ดิชั้นก็เลยต้องทนกับความเย็นนั้นต่อไป หนาวก็หนาว สั่นก็สั่น กลัวไข้จะขึ้น แต่ก็ต้องทน
สักพักคุณหมอเดินเข้ามาค่ะ แล้วก็เริ่มกันเลย...
เริ่มแรกจากเอาสายปัสสาวะออกค่ะ โดยให้เรานอนยกชันขาสองข้างขึ้นก่อนค่ะ
คุณหมอทำอะไรไม่รู้อยู่สักพัก แล้วสักพักก็รู้สึก "อุ่นว๊าบบบบบบบบบบบบบบ" ขึ้นมาค่ะ
ถอดออกเรียบร้อยแล้ววววว หมดไปสักทีกับถุงปัสสาวะคู่ชีพ ทีนี้คุณหมอก็คลุกคลิกๆอยู่กับจิ๋มดิชั้นค่ะ
สักพักก็ทำอะไรไม่รู้ตรงบริเวณนั้น แล้วอยู่ๆก็ดึงอะไรไม่รู้ออกมา 'พรึดดด พรืดดดดด พรื้ดดดดดดดดดดดด'
ดิชั้นก็ตกใจ มันรู้สึกแปลกๆ เหมือนตรงบริเวณช่องคลอดจากที่มันอัดแน่นๆ เหมือนมีอะไรอยู่นั้นมันโล่งขึ้นค่ะ
ก็ลองมองดูว่าหมอเอาอะไรใส่เข้าไป...
อ๋ออออออออ ในที่สุดก็รู้สักทีว่าอะไรอยู่ในช่องคลอดค่ะ
คุณหมอเอาถุงยางอนามัย(เยอะมาก) มัดต่อกัน แล้วก็ยัดไปในช่องคลอดค่ะ
เดาว่าที่ทำเช่นนั้นก็เพื่อ ป้องกันการตีบตันของช่องคลอดค่ะ
ตอนคุณหมอดึงออกมาเนี่ย แกคีบออกมาค่ะ เยอะมาก
ถึงว่าเถอะ ตอนเรานอนพักฟื้นถึงรู้สึกอึดอัดบริเวณนั้นมาก เหมือนมีอะไรอัดแน่นอยู่
พอเอาออกหมดก็โล่งเลยล่ะค่ะ สบายจิ๋มกันเลยทีเดียว 555
แล้วสักพักคุณหมอก็เอาสลิงใส่น้ำแล้วก็ล้างให้ค่ะ ฉีดล้างบริเวณภายนอก
แล้วก็ฉีดล้างบริเวณภายในช่องคลอดให้ เย็นเสียววววว ว๊าบบบบบบบบบ กันเลยค่ะ
ล้างอยู่นานเหมือนกัน แอร์ก็เย็น จิ๋มก็เย็น แทบจะเป็นจิ๋มแช่แข็งกันละ 555
ทีนี้คุณหมอก็ตรวจเช็คนิดหน่อย แกตรวจเช็คช่องคลอดนะคะ
พอล้างเสร็จ ทีนี้คุณหมอก็จะสอนวิธีการแยงโมลแล้วค่ะ
ทีนี้จากที่ชันขาขึ้น ตอนนี้ให้เอาขาลงค่ะ เหยียดราบไปกับเตียง แยกขาออกนิดหน่อย
คุณหมอก็สอนค่ะว่า ช่วงแรกนี้ให้เอาโมลใส่ถุงยางอนามัยที่ทางคลินิกเตรียมไปให้ในกระเป๋าวิเศษ
ขอบอกว่า เค้าให้ถุงยางอนามัยไปเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ค่ะ
คุณหมอหยิบถุงยางใส่โมล แล้วก็เอาเจลทารอบๆแท่งโมลที่ใส่ถุงยางนั้น...
แล้วก็เริ่มจะแยงโมลแล้วค่ะ......
เริ่มจาก เอาไปจ่อปากทางช่องคลอด และค่อยๆดันเข้าไป ดันเข้าไป
ดันเข้าไปทีละนิด ทีละนิด อึ๊บ อึ๊บ อ่าาา โอ่ออ โอ้ววว อู๊ววว โอ้ววว อ่าาาา (ไม่ใช่ละ)
มันมีอาการเจ็บนิดๆ แสบหน่อยๆ ค่ะ แล้วคุณหมอก็บอกว่า เวลาแยงโมลให้เหยียดขาอย่างนี้ ห้ามยกชันขาขึ้น
และช่วงแรกยังไม่ต้องดึงเข้า-ออก ให้คาทิ้งไว้แบบนี้ พอหลังจาก 2-3 เดือนแล้ว ค่อยดึงเข้า-ออก ค่ะ
มิเช่นนั้นช่องคลอดใหม่จะฉีกได้
ทีนี้คุณหมอแกก็แยงเข้าไปจนสุด เท่าที่โมลจะเข้าไปได้ลึกค่ะ
และก็วัดความลึกกันเลยทีนี้ เอาไม้บรรทัดมาวัดว่าได้ความลึกแค่ไหน
แล้วก็ถ่ายภาพแท่งโมลเสียบคาจิ๋มมีไม้บรรทัดทาบอยู่ด้วย จะได้รู้ไงคะว่า เนี่ย ทำได้ลึกนะคะคุ๊ณณณณ
ก็โอเคค่ะ ความลึก 6 นิ้ว สำหรับคนไทย ถือว่าได้เยอะมากแล้ว
ของเดิม จะเล็ก จะน้อย จะแค่ไหน คุณหมอแกพยายามทำได้ 6 นิ้วอยู่แล้วค่ะ
มาเล่าต่อถึงตอนคุณหมอแยงโมลนะคะ...
พอดันเข้าไปแล้ว ก็คาทิ้งไว้เลยค่ะ
ถ้าขี้เกียจเอามือดันไว้ ก็ให้เอาขวดใส่น้ำมาดันไว้แทนได้ค่ะ (หมอมีขวดใส่น้ำให้พร้อม)
และให้ทำทิ้งไว้อย่างนี้ 2-3 ชม. ต่อครั้ง วันละ 2 ครั้ง จะได้ไม่ตีบตันค่ะ
แต่ขอบอกเลยค่ะว่า ครั้งนี้ครั้งแรกที่หมอทำให้ดิชั้นนั้น แสบมากกกกกกกกกกกกก เจ็บมากกกกกกกกก
ดิชั้นว่ายกขาชั้นขึ้นยังจะเจ็บน้อยกว่านะ แต่หมอไม่ให้ยกชันขาขึ้นค่ะ ก็ไม่ทราบด้วยว่าเหตุใด
หากให้ดิชั้นยกชันขาขึ้นแล้วแยงโมล มันจะทำให้ดิชั้นอยากแยงโมลบ่อยๆมากขึ้นค่ะ
หมอแยงโมลคาทิ้งไว้ แล้วเอาขวดใส่น้ำดันไว้ให้ค่ะ
แรกๆก็ทนได้ค่ะ หลังๆนี่ไม่ไหวแล้วจริงๆ ร้องไห้โฮเลยค่ะ
พยาบาลแถวนั้นแตกตื่นกับดิชั้นร้องไห้ บอกให้ทน ทน ทนและทน
แต่ดิชั้นบอกว่าทนไม่ไหวแล้ว แค่ครึ่ง ชม.ก็จะตายแล้ว
หากให้ยกชันขาขึ้นจะดีกว่า ก็เลยหยุดแยงโมลค่ะ
ล้าง เช็ด ให้ดิชั้นนิดหน่อย แล้วก็ให้ดิชั้นไปนอนรอข้างนอกตามเดิมค่ะ
แล้วสักพักพี่พยาบาลก็เอาน้ำเปล่ามาให้ดื่มเรื่อยๆ
และบอกว่าทานน้ำเยอะๆ แล้วก็รอจนปวดฉี่และฉี่ออกแล้วค่อยกลับบ้าน
หากฉี่ยังไม่ออก ก็ยังไม่ให้กลับค่ะ แกคงกลัวว่าหากฉี่ไม่ออกแล้วจะมีปัญหาตามมา
ก็เลยต้องให้ฉี่ออกก่อนค่ะ ถึงจะมั่นใจได้ว่า การปัสสาวะนั้นเข้าที่ดีแล้ว
ดิชั้นก็ดื่มน้ำเข้าไปเยอะๆเลยสิคะ กลัวมันจะฉี่ไม่ออก ต้องกินเยอะๆเพื่อที่มันจะได้ปวดแล้วจะได้ฉี่ออก
รอแล้วรออีก มันก็ยังไม่ปวดฉี่ซักที ก็เลยนอนหลับรอไปเลย
ผ่านไปได้สัก 1-2 ชม. ..........
เริ่มปวดฉี่แล้ว ก็เลยวิ่งเข้าห้องน้ำ พยายามนั่งอยู่นานมาก การเบ่งอาจจะยังไม่เข้าที่ เลยเบ่งมากไม่ได้
ก็เลยต้องนั่งให้มันรู้สึกถึงอาการปวด เพื่อให้ฉี่ออกมา แล้วสักพัก.....
ฉี่ออกแล้ววววววววววววววววววว ดีใจมากกกกกกกกกกกกกกกก
พอฉี่ออกดังนั้น ก็รีบเช็ดๆ ทำความสะอาด ออกไปหาเพื่อนที่นั่งรอ บอกกับพี่พยาบาล
แล้วก็เตรียมตัวเดินทางกลับกันเลยค่ะ (คือสงสารเพื่อนกับคนขับรถค่ะ นั่งรอนานมาก)
ก็ขอยาพารากับยาแก้ปวดจากพี่พยาบาลเพิ่มค่ะ เพราะยาใกล้หมด (ขอฟรีค่ะ อะไรหมดก็ขอได้เลย)
แล้วก็เดินทางกลับ กทม. กันเลยค่ะ
ตอนนี้ก็กลับมาอยู่ที่ห้องของตัวเองแล้วค่ะ ก็ได้แต่นอนอย่างเดียว
ห้องน้ำก็ไม่ต้องเข้า นอนสบายเลย เพราะว่ามีถุงปัสสาวะส่วนตัว ไม่ต้องเดินเเข้าห้องน้ำให้เหนื่อยเลย อิอิ
ส่วนเรื่องอุจจาระนี่ ไม่ต้องพูดถึงค่ะ มันขี้ไม่ออก 555
ดิชั้นโทรไปถามคุณหมอมาเลยค่ะว่า มันเหมือนจะปวดอึ แต่มันอึไม่ออก
คุณหมอก็บอกว่า ถ่ายได้ แต่ห้ามเบ่งมาก
ดิชั้นก็โอเคค่ะ เข้าห้องน้ำแล้ว ไม่เบ่ง! แล้วขี้มันจะออกมั้ยเนี้ย
ความรู้สึกมันคือ หนักๆ หน่วงๆ เหมือนมีอะไรอัดแน่นอยู่แถวบริเวณนั้น
ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ค่ะว่ามันมีอะไรอยู่... ก็เลยไม่ได้ถ่ายค่ะ กลับมานอนตามเดิม
อยู่บ้านตัวเอง 2 วัน พอครบ 2 วันละเดี๋ยวกลับไปชลบุรีอีกที
เพราะถ้าทำครบ 7 วันแล้ว จะต้องถอดสายปัสสาวะออกแล้วค่ะ
ก็ได้แต่ทานยาเอง เพราะคุณหมอมียามาให้พร้อมครบเลยค่ะ
ไม่ว่าจะยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยาพาราลดไข้ ปวดก็กินเลยค่ะ หายปวดเลยล่ะ
2 วันนี้ไม่มีอะไรค่ะ นอนพักฟื้นอย่างเดียว สลบไสล ยังทำความสะอาดแผลอะไรไม่ได้ค่ะ
เพราะว่ายังไม่ได้เอาสายฉี่ออก และอะไรที่อัดแน่นอยู่ในช่องคลอดอีกค่ะ
ผ่าตัดครบ 7 วัน
วันเดินทางไปถอดสายปัสสาวะออก...
วันนี้นัดเวลาไว้ช่วงบ่ายค่ะ ความรู้สึกของดิชั้นช่วงนี้คือ อาการมีไข้เล็กน้อย กินอะไรไม่ค่อยได้ด้วย
ท้องว่างมาได้ 4-5 วันแล้วค่ะ เพราะกระเพาะอาหารแทบจะไม่อยากรับอะไรเข้าไปเลย
ก่อนออกไปพบคุณหมอ ก็เลยซัดยาคูลท์ไป 2 ขวดค่ะ แล้วทานยาตามเข้าไป
จะบอกว่ามันไม่เป็นสิ่งดีเลยค่ะ เพราะพอรถออก นั่งรถไปได้สักพัก อาการคลื่นไส้อยากจะอาเจียนมันถามหานะสิคะ
พูดง่ายๆว่า มันพะอืดพะอม อยากจะอ้วกออกมานั่นเองแหละค่ะ
นั่งรถไปได้สักพัก อาการเริ่มไม่ดีแล้วค่ะ รู้ตัวแล้วล่ะว่า อีกสักพัก "อ้วกพุ่งแน่ๆ"
ดีนะคะ ดิชั้นมีถุงก๊อบแก๊บส่วนตัวพกติดไว้ค่ะ สังหรตั้งแต่ก่อนขึ้นรถว่าอาจจะมีอาการแบบนี้เกิดขึ้นได้
สักพักก็มาแล้วค่ะ... "อ๊วกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!!!!!!!!"
... เต็มถุงเลยกู...
พี่คนขับรถหันมามองด้วยความตกใจ แกคงจะกลัวค่ะว่า ดิชั้นจะไปอ้วกใส่รถแก 555
แต่ดิชั้นเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีค่ะ อ้วกดิชั้นเลยไม่ได้เจิมรถพี่แกแต่อย่างใด (แหม๊!!! น่าจะเจิมให้เป็นศิริมงคลเน๊อะ!)
สิ่งที่ดิชั้นเห็นอยู่ในถุงคือ ยาคูลท์ ที่ดิชั้นเพิ่งทานไปสักครู่นั่นเอง ทานไป 2 ขวด ก็ออกมาแค่นั้นแหละค่ะ
รวมกับยาที่ทานไปนั้นก็ออกมาด้วย สรุปว่าไม่มีอะไรออกมาอีกแล้ว เพราะหลายวันนั้น ดิชั้นไม่ได้ทานอะไรลงไปเลย
คุณเพื่อนก็เลยเอายาดมมาให้ดมค่ะ แล้วก็หลับไปเลย
พออ้วกหมดไป ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วค่ะ ได้แต่นอน นอน นอน สลบอยู่เบาะหลังเลยค่ะ
อาการมันไม่ได้ดีขึ้นค่ะ กลับรู้สึกวิงเวียนศีรษะ มึนๆ ก็เลยขอนอนหลับซะเลย
ตอนอยู่บนรถก็ต้องนอนตะแคงนะคะ นั่งไม่ได้เลย ไม่อยากให้แผลผ่าตัดมันกดทับแน่นค่ะ
ก็ได้แต่นอนตะแคง...
ตื่นมาอีกทีก็ถึงชลบุรีแล้ว งัวเงียๆลุกขึ้นมา อาการก็ดีขึ้นกว่าเดิมนิดนึง แต่ไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ เพลียๆ
อยากนอนตลอดเวลา เพราะตั้งแต่อยู่ในโรงพยาบาลและออกจาก รพ.แล้ว ก็ยังคงนอนเกือบตลอดเวลา
ความรู้สึกของมันจะเป็นแบบว่า ไม่ค่อยจะอยากไปไหนค่ะ อยากนอน นอน และก็นอน
...ถึงคลินิก...
ก็เดินเข้าคลินิกคุณหมอสุพรค่ะ เข้าไปก็นอนที่โซฟารอ พี่พยาบาลก็ใจดี เอาผ้าห่มมาให้ค่ะ
จะได้คลุมขาไว้ นอนรอได้สักพัก พยาบาลก็เรียกเข้าห้อง 'เพื่อจะเอาสายฉี่ออกกันแล้วค่ะ
เข้าไปในห้องนั้นปุ้บ พี่พยาบาลก็บอกให้ขึ้นไปนอนรอบนเตียงค่ะ เค้าจัดไว้พร้อมหมดแล้ว
แล้วก็บอกให้ดิชั้นถอดกระโปรงออก โอเค ถอดออกอีกแล้ว (โป๊ให้เค้าเห็นอีกแล้ว)
แก้อีกแล้วววว แล้วแอร์ก็หนาวด้วยสิ ก็เล่นเปิดแอร์ 24 องศาด้วยนะคะ (เค้าบอก) ดิชั้นก็หนาวสั่นแหงกๆๆๆๆๆ
จนทนไม่ไหว ก็เลยบอกพี่เค้าว่าหนาว แล้วไม่ค่อยสบายด้วย กลัวว่าเดี๋ยวไข้จะขึ้น ช่วยปิดแอร์หน่อย
เค้าก็เดินไปปิดค่ะ สักพักพี่พยาบาลอีกคนนึงมา ก็บอกว่า ปิดไม่ได้ ใครบอกให้ปิด
พี่คนนั้นก็บอกว่าอิชั้นหนาว ไม่ไหว กลัวจะไม่สบาย เค้าก็เลยอธิบายให้ฟังว่า
ปิดไม่ได้ค่ะ และต้องเปิด 24 องศาด้วย ไม่เช่นนั้นกลิ่นมันจะออกค่ะ ต้องเปิดความเย็นระดับนี้
กลิ่นมันจะได้ไม่โชยขึ้นมาบ้างบนระดับจมูกค่ะ (อันนี้จากที่เค้าบอกนะคะ)
ดิชั้นก็เลยต้องทนกับความเย็นนั้นต่อไป หนาวก็หนาว สั่นก็สั่น กลัวไข้จะขึ้น แต่ก็ต้องทน
สักพักคุณหมอเดินเข้ามาค่ะ แล้วก็เริ่มกันเลย...
เริ่มแรกจากเอาสายปัสสาวะออกค่ะ โดยให้เรานอนยกชันขาสองข้างขึ้นก่อนค่ะ
คุณหมอทำอะไรไม่รู้อยู่สักพัก แล้วสักพักก็รู้สึก "อุ่นว๊าบบบบบบบบบบบบบบ" ขึ้นมาค่ะ
ถอดออกเรียบร้อยแล้ววววว หมดไปสักทีกับถุงปัสสาวะคู่ชีพ ทีนี้คุณหมอก็คลุกคลิกๆอยู่กับจิ๋มดิชั้นค่ะ
สักพักก็ทำอะไรไม่รู้ตรงบริเวณนั้น แล้วอยู่ๆก็ดึงอะไรไม่รู้ออกมา 'พรึดดด พรืดดดดด พรื้ดดดดดดดดดดดด'
ดิชั้นก็ตกใจ มันรู้สึกแปลกๆ เหมือนตรงบริเวณช่องคลอดจากที่มันอัดแน่นๆ เหมือนมีอะไรอยู่นั้นมันโล่งขึ้นค่ะ
ก็ลองมองดูว่าหมอเอาอะไรใส่เข้าไป...
อ๋ออออออออ ในที่สุดก็รู้สักทีว่าอะไรอยู่ในช่องคลอดค่ะ
คุณหมอเอาถุงยางอนามัย(เยอะมาก) มัดต่อกัน แล้วก็ยัดไปในช่องคลอดค่ะ
เดาว่าที่ทำเช่นนั้นก็เพื่อ ป้องกันการตีบตันของช่องคลอดค่ะ
ตอนคุณหมอดึงออกมาเนี่ย แกคีบออกมาค่ะ เยอะมาก
ถึงว่าเถอะ ตอนเรานอนพักฟื้นถึงรู้สึกอึดอัดบริเวณนั้นมาก เหมือนมีอะไรอัดแน่นอยู่
พอเอาออกหมดก็โล่งเลยล่ะค่ะ สบายจิ๋มกันเลยทีเดียว 555
แล้วสักพักคุณหมอก็เอาสลิงใส่น้ำแล้วก็ล้างให้ค่ะ ฉีดล้างบริเวณภายนอก
แล้วก็ฉีดล้างบริเวณภายในช่องคลอดให้ เย็นเสียววววว ว๊าบบบบบบบบบ กันเลยค่ะ
ล้างอยู่นานเหมือนกัน แอร์ก็เย็น จิ๋มก็เย็น แทบจะเป็นจิ๋มแช่แข็งกันละ 555
ทีนี้คุณหมอก็ตรวจเช็คนิดหน่อย แกตรวจเช็คช่องคลอดนะคะ
พอล้างเสร็จ ทีนี้คุณหมอก็จะสอนวิธีการแยงโมลแล้วค่ะ
ทีนี้จากที่ชันขาขึ้น ตอนนี้ให้เอาขาลงค่ะ เหยียดราบไปกับเตียง แยกขาออกนิดหน่อย
คุณหมอก็สอนค่ะว่า ช่วงแรกนี้ให้เอาโมลใส่ถุงยางอนามัยที่ทางคลินิกเตรียมไปให้ในกระเป๋าวิเศษ
ขอบอกว่า เค้าให้ถุงยางอนามัยไปเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ค่ะ
คุณหมอหยิบถุงยางใส่โมล แล้วก็เอาเจลทารอบๆแท่งโมลที่ใส่ถุงยางนั้น...
แล้วก็เริ่มจะแยงโมลแล้วค่ะ......
เริ่มจาก เอาไปจ่อปากทางช่องคลอด และค่อยๆดันเข้าไป ดันเข้าไป
ดันเข้าไปทีละนิด ทีละนิด อึ๊บ อึ๊บ อ่าาา โอ่ออ โอ้ววว อู๊ววว โอ้ววว อ่าาาา (ไม่ใช่ละ)
มันมีอาการเจ็บนิดๆ แสบหน่อยๆ ค่ะ แล้วคุณหมอก็บอกว่า เวลาแยงโมลให้เหยียดขาอย่างนี้ ห้ามยกชันขาขึ้น
และช่วงแรกยังไม่ต้องดึงเข้า-ออก ให้คาทิ้งไว้แบบนี้ พอหลังจาก 2-3 เดือนแล้ว ค่อยดึงเข้า-ออก ค่ะ
มิเช่นนั้นช่องคลอดใหม่จะฉีกได้
ทีนี้คุณหมอแกก็แยงเข้าไปจนสุด เท่าที่โมลจะเข้าไปได้ลึกค่ะ
และก็วัดความลึกกันเลยทีนี้ เอาไม้บรรทัดมาวัดว่าได้ความลึกแค่ไหน
แล้วก็ถ่ายภาพแท่งโมลเสียบคาจิ๋มมีไม้บรรทัดทาบอยู่ด้วย จะได้รู้ไงคะว่า เนี่ย ทำได้ลึกนะคะคุ๊ณณณณ
ก็โอเคค่ะ ความลึก 6 นิ้ว สำหรับคนไทย ถือว่าได้เยอะมากแล้ว
ของเดิม จะเล็ก จะน้อย จะแค่ไหน คุณหมอแกพยายามทำได้ 6 นิ้วอยู่แล้วค่ะ
มาเล่าต่อถึงตอนคุณหมอแยงโมลนะคะ...
พอดันเข้าไปแล้ว ก็คาทิ้งไว้เลยค่ะ
ถ้าขี้เกียจเอามือดันไว้ ก็ให้เอาขวดใส่น้ำมาดันไว้แทนได้ค่ะ (หมอมีขวดใส่น้ำให้พร้อม)
และให้ทำทิ้งไว้อย่างนี้ 2-3 ชม. ต่อครั้ง วันละ 2 ครั้ง จะได้ไม่ตีบตันค่ะ
แต่ขอบอกเลยค่ะว่า ครั้งนี้ครั้งแรกที่หมอทำให้ดิชั้นนั้น แสบมากกกกกกกกกกกกก เจ็บมากกกกกกกกก
ดิชั้นว่ายกขาชั้นขึ้นยังจะเจ็บน้อยกว่านะ แต่หมอไม่ให้ยกชันขาขึ้นค่ะ ก็ไม่ทราบด้วยว่าเหตุใด
หากให้ดิชั้นยกชันขาขึ้นแล้วแยงโมล มันจะทำให้ดิชั้นอยากแยงโมลบ่อยๆมากขึ้นค่ะ
หมอแยงโมลคาทิ้งไว้ แล้วเอาขวดใส่น้ำดันไว้ให้ค่ะ
แรกๆก็ทนได้ค่ะ หลังๆนี่ไม่ไหวแล้วจริงๆ ร้องไห้โฮเลยค่ะ
พยาบาลแถวนั้นแตกตื่นกับดิชั้นร้องไห้ บอกให้ทน ทน ทนและทน
แต่ดิชั้นบอกว่าทนไม่ไหวแล้ว แค่ครึ่ง ชม.ก็จะตายแล้ว
หากให้ยกชันขาขึ้นจะดีกว่า ก็เลยหยุดแยงโมลค่ะ
ล้าง เช็ด ให้ดิชั้นนิดหน่อย แล้วก็ให้ดิชั้นไปนอนรอข้างนอกตามเดิมค่ะ
แล้วสักพักพี่พยาบาลก็เอาน้ำเปล่ามาให้ดื่มเรื่อยๆ
และบอกว่าทานน้ำเยอะๆ แล้วก็รอจนปวดฉี่และฉี่ออกแล้วค่อยกลับบ้าน
หากฉี่ยังไม่ออก ก็ยังไม่ให้กลับค่ะ แกคงกลัวว่าหากฉี่ไม่ออกแล้วจะมีปัญหาตามมา
ก็เลยต้องให้ฉี่ออกก่อนค่ะ ถึงจะมั่นใจได้ว่า การปัสสาวะนั้นเข้าที่ดีแล้ว
ดิชั้นก็ดื่มน้ำเข้าไปเยอะๆเลยสิคะ กลัวมันจะฉี่ไม่ออก ต้องกินเยอะๆเพื่อที่มันจะได้ปวดแล้วจะได้ฉี่ออก
รอแล้วรออีก มันก็ยังไม่ปวดฉี่ซักที ก็เลยนอนหลับรอไปเลย
ผ่านไปได้สัก 1-2 ชม. ..........
เริ่มปวดฉี่แล้ว ก็เลยวิ่งเข้าห้องน้ำ พยายามนั่งอยู่นานมาก การเบ่งอาจจะยังไม่เข้าที่ เลยเบ่งมากไม่ได้
ก็เลยต้องนั่งให้มันรู้สึกถึงอาการปวด เพื่อให้ฉี่ออกมา แล้วสักพัก.....
ฉี่ออกแล้ววววววววววววววววววว ดีใจมากกกกกกกกกกกกกกกก
พอฉี่ออกดังนั้น ก็รีบเช็ดๆ ทำความสะอาด ออกไปหาเพื่อนที่นั่งรอ บอกกับพี่พยาบาล
แล้วก็เตรียมตัวเดินทางกลับกันเลยค่ะ (คือสงสารเพื่อนกับคนขับรถค่ะ นั่งรอนานมาก)
ก็ขอยาพารากับยาแก้ปวดจากพี่พยาบาลเพิ่มค่ะ เพราะยาใกล้หมด (ขอฟรีค่ะ อะไรหมดก็ขอได้เลย)
แล้วก็เดินทางกลับ กทม. กันเลยค่ะ
เล่าบรรยากาศการแปลงเพศ8
วันออกจากโรงพยาบาล"
วันนี้ก็มาถึงแล้ว จะได้กลับบ้านแล้วค่ะ ครบกำหนดที่อยู่โรงพยาบาลแล้วคือ 5 วัน
หากถ้าใครจะอยู่ต่ออีก 2 วันเพื่อรอเอาสายถุงฉี่ออกก็ได้นะคะ จะได้ไม่ต้องเอาถุงฉี่กลับบ้านด้วย
แต่ก็ต้องจ่ายที่เหลืออีก 2 วันนั้นเองด้วยนะคะ ดิชั้นไม่ทราบด้วยสิว่าเท่าไหร่
แต่ก็คงราคาห้องพักวีไอพี่นั่นแหละค่ะ ก็ห้องพักหรูซะขนาดนั้น คืนกี่บาทก็ไม่ทราบได้ค่ะ
ยังไงก็ลองสอบถามพยาบาลดูก่อนได้นะคะ
แต่ดิชั้นเลือกที่จะกลับค่ะ
เช้าๆเพื่อนตื่นมาก็เก็บข้าวเก็บของ พยาบาลก็เข้ามาบอกว่าสายๆค่อยออกไปค่ะ
พอดีดิชั้นโทรนัดคุณลุงคนขับแทกซี่ให้มารับกลับเรียบร้อยค่ะ นัดวันและเวลาเรียบร้อย
พอสายๆ พยาบาลก็มาช่วยเอาดิชั้นลงจากเตียงค่ะ หลังจากที่นอนอยู่บนเตียงมาเต็มๆ 5 วัน
สิ่งแรกที่พยาบาลบอกคือ ค่อยๆลุกค่ะ อย่าลุกพรวดพราดทีเดียว มิเช่นนั้นจะหน้ามืดเป็นลมล้มลงไปทันทีค่ะ
พี่ท่านจะให้ไปอาบน้ำในห้องน้ำค่ะ เพื่อทำความสะอาดร่างกายและทำความสะอาดจิ๊มิ๊ค่ะ
น้ำไม่ได้อาบมา 5 วันแล้ว จะให้กลับบ้านในสภาพศพอีกก็ไม่ไหวนะคะ...
ตอนนี้ก็ค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นมาค่ะ แค่ลุกขึ้นหน้าก็วืดไปวืดมาแล้ว
พอทำตัวให้เป็นแนวตั้งกับโลกได้ ก็ยืนพิงกับเตียงไว้ค่ะ คุณพยาบาลแกก็อยู่ข้างๆตลอดเลยค่ะ
เป็นกำลังใจดีมากๆ เหมือนเป็นคนป่วยกายภาพบำบัดยังไงอย่างงั้นเลยค่ะ
สภาพช่วงล่าง ณ ขณะนั้น ก็เอาผ้ามาพันไว้ค่ะ จะเดินโท่งๆเทงๆ ก็อายตูดอยู่ ถ้าตูดขาวจะไม่อายอะไรเล้ยยย!!
และต้องเดินช้า ช้า ค่อย ค่อย ค่ะ รีบไม่ได้ เดี๋ยวหน้ามืดล้มพับไปกองอยู่กับพื้นได้
เดี๋ยวจิ๋มใหม่กระแทกกับพื้นกระเบื้องค่ะ ต้องค่อยๆกันหน่อย
มือนึงก็ต้องถือถุงฉี่ ตุเลง ตุเลง นึกถึงสภาพตัวเองแล้ว อนาถจริงหนอกู!
ถือถุงฉี่นี่ก็ห้ามยกสูงนะคะ ให้มันอยู่ต่ำกว่าระดับช่วงล่างเข้าไว้
มิเช่นนั้น เดี๋ยวฉี่จะไหลย้อนกลับได้!!!... จริงหรือป่าว ไม่รู้ 555
ถึงห้องน้ำปุ้บไอ่ผ้าที่คลุมช่วงล่างอยู่นั้น คุณท่านพี่พยาบาลแกก็บอกให้ถอดออกค่ะ
ว้ายยยยยย!! อายคุณพี่พยาบาลจัง 555
ดิชั้นก็บอกพี่พยาบาลไปว่า... "พี่คะ ปิดประตูห้องน้ำได้รึป่าวคะ หนูอายค่ะ"
พยาบาลสาว "ไม่ได้ค่ะน้อง เดี๋ยวน้องเป็นลมล้มพับลงไป จะยิ่งแย่นะคะ เปิดทิ้งไว้อย่างนี้แหละค่ะ"
ดิชั้น "เออ... โอเคค่ะ โอเค"
พยาบาลสาว "น้องค่ะ ถอดเสื้อด้วยค่ะ แก้ให้หมดเลย"
ดิชั้น "............ ............."
ว้ายยยยยยยยยยยยย อายนะค๊า นึกว่าจะหมดกระบวนการแก้ผ้าให้พยาบาลดูแล้ว ยังมีอีกหรือนี่ 555
โอเค! ถอดก็ถอด ถึงขั้นนี้ละ แก้ผ้าให้พยาบาลดูไปซะเลย 555 (กูไม่องไม่อายมันละ)
แก้ผ้าอาบน้ำให้คนอื่นดู จำได้ว่าล่าสุดเคยแก้ผ้าอาบน้ำให้แม่ดูตอนอายุ 5 ขวบ
เปิดน้ำปุ๊บ! โอ้ววววแม่เจ้าาาา หนาวววววววเจี๊ยบบบบบจับจิ๋มกันเลยค่ะ เอ้ย! จับใจ
กระโดด กระดาก ก็ไม่ได้ เดี๋ยวจิ๊มิ๊น้อยกระทบกระเทือน อาจจะส่งผลต่อมดลูก(ที่ไม่มี)ได้
ความจริงน้ำอาจจะไม่เย็นเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่ห้องพักนี่สิคะ แอร์เย็นเจี๊ยบบบบบบบเลย
ยิ่งเปิดน้ำอาบเปิดประตูอีก แหม๋ มันจะหนาวอะไรขนาดนี้ ขนทั้งร่างกายสแตนด์อัพกันเลยทีเดียว
ยกเว้นขนบริเวณจิ๊มิ๊ที่ไม่ลุก เพราะมันเป็นป่าหัวโล้นอยู่เลยค่ะตอนนี้
แล้วพี่พยาบาลก็เอาน้ำยาล้างมาให้ค่ะ ใช้สำหรับล้างแผล
เพราะเห็นเค้าบอกว่า จะช่วยทำให้แผลนั้นไม่ติดเชื้อ ทำความสะอาดแผลผ่าตัดได้ค่ะ
มีลักษณะเป็นสีชมพู เอามาเทลงบนมือ แล้วก็ฟอกๆๆๆให้เกิดฟอง แล้วก็ล้างจิ๊มิ๊กับถูตัวได้เลยค่ะ
ตรงนี้ต้องระมัดระวังนะคะ ต้องถูเบาๆ อย่าถูแรง เดี๋ยวจิ๊จะแหกได้ ต้องเบามือกันหน่อย
ค่อยไปแรงตอนสามีช่วยก็พอคะ 555555555555555555555555555
ก็รีบๆอาบค่ะ ถูๆไถๆไป พยาบาลก็ยืนมองซะอายเลย
รีบๆให้มันเสร็จๆไปซะ จะได้รีบกลับ...
ออกมาจากห้องน้ำก็เช็ดตัว ใส่เสื้อผ้าค่ะ ดิชั้นเอาเสื้อผ้ามา 2 ชุดค่ะ ก็ใส่เสื้อผ้าหลวมๆไว้ก่อนค่ะ
อ้อ! อย่าลืมเอาชุดที่ใส่ง่ายๆมานะคะ กับกระโปรงผ้าใส่สบายๆ จะได้สวมใส่ง่ายๆในวันกลับได้
ดูอย่างดิชั้นนี่สิคะ เอากระโปรงยีนส์มา 555 มันบางมั้ยเนี่ย อิอิ
แต่ไม่เป็นไรค่ะ มันไม่โดนจิ๊มิ๊น้อยก็เป็นพอแล้ว
สักพักก็มีราชรถมาเกยค่ะ จอดรออยู่หน้าห้องเลย... "รถเข็น"
ก็เตรียมตัวจะขึ้นนั่งละ แต่ทว่า คงจะนั่งไม่ได้ค่ะ เพราะยังนั่งเต็มๆกันไม่ได้ จิ๊ยังไวต่อสิ่งเร้า
ก็เลยบอกพี่พยาบาลไปค่ะ พี่แกก็เลยเอาห่วงยางมาให้นั่ง ห่วงยางนี้เป็นของ รพ. นะคะ
อยากจะจิ๊กเอากลับมาบ้านซะเหลือเกิน ก็มันเล็กๆพอดีก้นนะสิคะ
ครั้นจะให้อิชั้นออกไปหาซื้อให้ได้แบบนี้มันก็ไม่ค่อยมี มีแต่อันใหญ่ แบบของเด็กเล่นน้ำ
ไซส์ขนาดพิเศษแบบของโรงพยาบาลคงหายากค่ะ
พูดถึงเรื่องห่วงยาง มีพกไว้ก็ดีนะคะ หาซื้อไว้เลย แต่อันเล็กๆขนาดนั้นคงหายาก
ดิชั้นแนะนำให้หาซื้อหมอนรองคอค่ะ (แบบเป่าลม) ที่มันเอามาสวมคอจากด้านหลังค่ะ
ขนาดของหมอนรองคอกำลังพอดีค่ะ เอามานั่งได้ แถมอาจจะดีกว่าห่วงยางด้วยซ้ำ
เวลานั่งก็ให้แผลผ่าตัดจิ๊นั้นอยู่ตรงกลางห่วงเลยนะคะ มันจะได้ไม่กระทบกระเทือนมาก
แล้วมันอันเล็กด้วย พกพาไปไหนได้สะดวกมากมาย
เพราะถ้าใครอยากจะได้ห่วงยางจริงๆ คงหาอันเล็กขนาดนี้ไม่ได้หรอกค่ะ
เพราะขนาดของโรงพยาบาลยังเป็นห่วงยางสีดำ เหมือนเป็นยางในของรถอันเล็กๆเลยค่ะ
ดิชั้นจึงแนะนำว่าให้เป็นหมอนรองคอแบบเป่าลมจะดีที่สุด เพราะขนาดมันเท่ากับของโรงพยาบาลเลย
ยังไงก็เตรียมไว้ก็ดีค่ะ สะดวกดี...
แล้วก็นั่งรถเข็นไปเรื่อยๆ ถุงฉี่ก็แนบไปด้วย แยกจากกันไม่ได้ จนไปถึงรถก็ค่อยๆขึ้นค่ะ
ลำบากมากทุลักทุเลพอสมควร จะแหกขาก้าวทีนึงก็ต้องเกรงใจจิ๊นิดนึงค่ะ
เพิ่งทำมาใหม่ๆ เดี๋ยวรอยตะขาบมันแหกกันพอดี เดี๋ยวจะกลายเป็น "จิ๊ตราตะขาบแหก" ก็เป็นได้ค่ะ
จะเดิน จะเหิน จะก้าว จะย่าง จะตีลังกา180องศา ก็ให้ระวังกันนิดดดดนึงนะคะ
แล้วพอดีรถสูงค่ะ เป็นรถโฟลวีว กว่าจะปีนป่ายขึ้นไปได้ทำเอาเหงื่อตก
ขอนั่งด้านหลังค่ะ ให้เพื่อนนั่งหน้ากับคนขับรถ แต่ทว่านั่งก็ยังไม่ได้ค่ะ ดิชั้นก็ได้แต่นอนค่ะ
เพื่อไม่ให้ตูดนั้นสัมผัสกับพื้นเบาะตรงๆ ห่วงยางพยาบาลก็เอากลับไปแล้ว (ลืมขอซื้อต่อก็ดี)
ประกอบกับดิชั้นยังชินกับสภาพการนอนในโรงพยาบาล มันจะเพลียๆอยากนอนตลอดเวลา
พอรถออกไปได้สักพัก ดิชั้นนั้นก็หลับไปเลย รู้สึกตัวอีกทีก็ถึงกรุงเทพฯแล้วค่ะ
ถึงปุ้บ ก็ขึ้นห้อง ถุงฉี่ก็ถือไปสิคะ อีรุงตุงนัง ดีนะมีเพื่อนคอยช่วยเหลือ
คอยช่วยถือนู่น ถือนี่ให้ ไม่ว่าจะกระเป๋าสัมภาระ กระเป๋าวิเศษกับอุปกรณ์ดูแลจิ๊
แจกันดอกไม้อีก 3 แจกัน และอะไรอีกมากมาย วันไปไม่มากนะคะ
แต่วันกลับทำไมมันเยอะอย่างนี้หว่า...
ถึงห้องก็ไม่รีรอช้าค่ะ ขึ้นนอนบนเตียงเลย ถุงฉี่ก็คู่กายค่ะ ห่างกันไม่ได้ 555
แทบจะนอนกอดกับถุงฉี่เลยทีเดียวเชียว ก็ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ทำอะไรก็ไม่ได้ ได้แต่นอน
เพื่อนวางของจัดนู่นจัดนี่ให้แล้ว ก็กลับค่ะ ต้องขอขอบใจเพื่อนคนนี้จริงๆ
ที่คอยไปเฝ้าดูแลเรา ไม่งั้นเราก็คงตายแน่... ขอบคุณค่ะเพื่อน
วันนี้ก็มาถึงแล้ว จะได้กลับบ้านแล้วค่ะ ครบกำหนดที่อยู่โรงพยาบาลแล้วคือ 5 วัน
หากถ้าใครจะอยู่ต่ออีก 2 วันเพื่อรอเอาสายถุงฉี่ออกก็ได้นะคะ จะได้ไม่ต้องเอาถุงฉี่กลับบ้านด้วย
แต่ก็ต้องจ่ายที่เหลืออีก 2 วันนั้นเองด้วยนะคะ ดิชั้นไม่ทราบด้วยสิว่าเท่าไหร่
แต่ก็คงราคาห้องพักวีไอพี่นั่นแหละค่ะ ก็ห้องพักหรูซะขนาดนั้น คืนกี่บาทก็ไม่ทราบได้ค่ะ
ยังไงก็ลองสอบถามพยาบาลดูก่อนได้นะคะ
แต่ดิชั้นเลือกที่จะกลับค่ะ
เช้าๆเพื่อนตื่นมาก็เก็บข้าวเก็บของ พยาบาลก็เข้ามาบอกว่าสายๆค่อยออกไปค่ะ
พอดีดิชั้นโทรนัดคุณลุงคนขับแทกซี่ให้มารับกลับเรียบร้อยค่ะ นัดวันและเวลาเรียบร้อย
พอสายๆ พยาบาลก็มาช่วยเอาดิชั้นลงจากเตียงค่ะ หลังจากที่นอนอยู่บนเตียงมาเต็มๆ 5 วัน
สิ่งแรกที่พยาบาลบอกคือ ค่อยๆลุกค่ะ อย่าลุกพรวดพราดทีเดียว มิเช่นนั้นจะหน้ามืดเป็นลมล้มลงไปทันทีค่ะ
พี่ท่านจะให้ไปอาบน้ำในห้องน้ำค่ะ เพื่อทำความสะอาดร่างกายและทำความสะอาดจิ๊มิ๊ค่ะ
น้ำไม่ได้อาบมา 5 วันแล้ว จะให้กลับบ้านในสภาพศพอีกก็ไม่ไหวนะคะ...
ตอนนี้ก็ค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นมาค่ะ แค่ลุกขึ้นหน้าก็วืดไปวืดมาแล้ว
พอทำตัวให้เป็นแนวตั้งกับโลกได้ ก็ยืนพิงกับเตียงไว้ค่ะ คุณพยาบาลแกก็อยู่ข้างๆตลอดเลยค่ะ
เป็นกำลังใจดีมากๆ เหมือนเป็นคนป่วยกายภาพบำบัดยังไงอย่างงั้นเลยค่ะ
สภาพช่วงล่าง ณ ขณะนั้น ก็เอาผ้ามาพันไว้ค่ะ จะเดินโท่งๆเทงๆ ก็อายตูดอยู่ ถ้าตูดขาวจะไม่อายอะไรเล้ยยย!!
และต้องเดินช้า ช้า ค่อย ค่อย ค่ะ รีบไม่ได้ เดี๋ยวหน้ามืดล้มพับไปกองอยู่กับพื้นได้
เดี๋ยวจิ๋มใหม่กระแทกกับพื้นกระเบื้องค่ะ ต้องค่อยๆกันหน่อย
มือนึงก็ต้องถือถุงฉี่ ตุเลง ตุเลง นึกถึงสภาพตัวเองแล้ว อนาถจริงหนอกู!
ถือถุงฉี่นี่ก็ห้ามยกสูงนะคะ ให้มันอยู่ต่ำกว่าระดับช่วงล่างเข้าไว้
มิเช่นนั้น เดี๋ยวฉี่จะไหลย้อนกลับได้!!!... จริงหรือป่าว ไม่รู้ 555
ถึงห้องน้ำปุ้บไอ่ผ้าที่คลุมช่วงล่างอยู่นั้น คุณท่านพี่พยาบาลแกก็บอกให้ถอดออกค่ะ
ว้ายยยยยย!! อายคุณพี่พยาบาลจัง 555
ดิชั้นก็บอกพี่พยาบาลไปว่า... "พี่คะ ปิดประตูห้องน้ำได้รึป่าวคะ หนูอายค่ะ"
พยาบาลสาว "ไม่ได้ค่ะน้อง เดี๋ยวน้องเป็นลมล้มพับลงไป จะยิ่งแย่นะคะ เปิดทิ้งไว้อย่างนี้แหละค่ะ"
ดิชั้น "เออ... โอเคค่ะ โอเค"
พยาบาลสาว "น้องค่ะ ถอดเสื้อด้วยค่ะ แก้ให้หมดเลย"
ดิชั้น "............ ............."
ว้ายยยยยยยยยยยยย อายนะค๊า นึกว่าจะหมดกระบวนการแก้ผ้าให้พยาบาลดูแล้ว ยังมีอีกหรือนี่ 555
โอเค! ถอดก็ถอด ถึงขั้นนี้ละ แก้ผ้าให้พยาบาลดูไปซะเลย 555 (กูไม่องไม่อายมันละ)
แก้ผ้าอาบน้ำให้คนอื่นดู จำได้ว่าล่าสุดเคยแก้ผ้าอาบน้ำให้แม่ดูตอนอายุ 5 ขวบ
เปิดน้ำปุ๊บ! โอ้ววววแม่เจ้าาาา หนาวววววววเจี๊ยบบบบบจับจิ๋มกันเลยค่ะ เอ้ย! จับใจ
กระโดด กระดาก ก็ไม่ได้ เดี๋ยวจิ๊มิ๊น้อยกระทบกระเทือน อาจจะส่งผลต่อมดลูก(ที่ไม่มี)ได้
ความจริงน้ำอาจจะไม่เย็นเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่ห้องพักนี่สิคะ แอร์เย็นเจี๊ยบบบบบบบเลย
ยิ่งเปิดน้ำอาบเปิดประตูอีก แหม๋ มันจะหนาวอะไรขนาดนี้ ขนทั้งร่างกายสแตนด์อัพกันเลยทีเดียว
ยกเว้นขนบริเวณจิ๊มิ๊ที่ไม่ลุก เพราะมันเป็นป่าหัวโล้นอยู่เลยค่ะตอนนี้
แล้วพี่พยาบาลก็เอาน้ำยาล้างมาให้ค่ะ ใช้สำหรับล้างแผล
เพราะเห็นเค้าบอกว่า จะช่วยทำให้แผลนั้นไม่ติดเชื้อ ทำความสะอาดแผลผ่าตัดได้ค่ะ
มีลักษณะเป็นสีชมพู เอามาเทลงบนมือ แล้วก็ฟอกๆๆๆให้เกิดฟอง แล้วก็ล้างจิ๊มิ๊กับถูตัวได้เลยค่ะ
ตรงนี้ต้องระมัดระวังนะคะ ต้องถูเบาๆ อย่าถูแรง เดี๋ยวจิ๊จะแหกได้ ต้องเบามือกันหน่อย
ค่อยไปแรงตอนสามีช่วยก็พอคะ 555555555555555555555555555
ก็รีบๆอาบค่ะ ถูๆไถๆไป พยาบาลก็ยืนมองซะอายเลย
รีบๆให้มันเสร็จๆไปซะ จะได้รีบกลับ...
ออกมาจากห้องน้ำก็เช็ดตัว ใส่เสื้อผ้าค่ะ ดิชั้นเอาเสื้อผ้ามา 2 ชุดค่ะ ก็ใส่เสื้อผ้าหลวมๆไว้ก่อนค่ะ
อ้อ! อย่าลืมเอาชุดที่ใส่ง่ายๆมานะคะ กับกระโปรงผ้าใส่สบายๆ จะได้สวมใส่ง่ายๆในวันกลับได้
ดูอย่างดิชั้นนี่สิคะ เอากระโปรงยีนส์มา 555 มันบางมั้ยเนี่ย อิอิ
แต่ไม่เป็นไรค่ะ มันไม่โดนจิ๊มิ๊น้อยก็เป็นพอแล้ว
สักพักก็มีราชรถมาเกยค่ะ จอดรออยู่หน้าห้องเลย... "รถเข็น"
ก็เตรียมตัวจะขึ้นนั่งละ แต่ทว่า คงจะนั่งไม่ได้ค่ะ เพราะยังนั่งเต็มๆกันไม่ได้ จิ๊ยังไวต่อสิ่งเร้า
ก็เลยบอกพี่พยาบาลไปค่ะ พี่แกก็เลยเอาห่วงยางมาให้นั่ง ห่วงยางนี้เป็นของ รพ. นะคะ
อยากจะจิ๊กเอากลับมาบ้านซะเหลือเกิน ก็มันเล็กๆพอดีก้นนะสิคะ
ครั้นจะให้อิชั้นออกไปหาซื้อให้ได้แบบนี้มันก็ไม่ค่อยมี มีแต่อันใหญ่ แบบของเด็กเล่นน้ำ
ไซส์ขนาดพิเศษแบบของโรงพยาบาลคงหายากค่ะ
พูดถึงเรื่องห่วงยาง มีพกไว้ก็ดีนะคะ หาซื้อไว้เลย แต่อันเล็กๆขนาดนั้นคงหายาก
ดิชั้นแนะนำให้หาซื้อหมอนรองคอค่ะ (แบบเป่าลม) ที่มันเอามาสวมคอจากด้านหลังค่ะ
ขนาดของหมอนรองคอกำลังพอดีค่ะ เอามานั่งได้ แถมอาจจะดีกว่าห่วงยางด้วยซ้ำ
เวลานั่งก็ให้แผลผ่าตัดจิ๊นั้นอยู่ตรงกลางห่วงเลยนะคะ มันจะได้ไม่กระทบกระเทือนมาก
แล้วมันอันเล็กด้วย พกพาไปไหนได้สะดวกมากมาย
เพราะถ้าใครอยากจะได้ห่วงยางจริงๆ คงหาอันเล็กขนาดนี้ไม่ได้หรอกค่ะ
เพราะขนาดของโรงพยาบาลยังเป็นห่วงยางสีดำ เหมือนเป็นยางในของรถอันเล็กๆเลยค่ะ
ดิชั้นจึงแนะนำว่าให้เป็นหมอนรองคอแบบเป่าลมจะดีที่สุด เพราะขนาดมันเท่ากับของโรงพยาบาลเลย
ยังไงก็เตรียมไว้ก็ดีค่ะ สะดวกดี...
แล้วก็นั่งรถเข็นไปเรื่อยๆ ถุงฉี่ก็แนบไปด้วย แยกจากกันไม่ได้ จนไปถึงรถก็ค่อยๆขึ้นค่ะ
ลำบากมากทุลักทุเลพอสมควร จะแหกขาก้าวทีนึงก็ต้องเกรงใจจิ๊นิดนึงค่ะ
เพิ่งทำมาใหม่ๆ เดี๋ยวรอยตะขาบมันแหกกันพอดี เดี๋ยวจะกลายเป็น "จิ๊ตราตะขาบแหก" ก็เป็นได้ค่ะ
จะเดิน จะเหิน จะก้าว จะย่าง จะตีลังกา180องศา ก็ให้ระวังกันนิดดดดนึงนะคะ
แล้วพอดีรถสูงค่ะ เป็นรถโฟลวีว กว่าจะปีนป่ายขึ้นไปได้ทำเอาเหงื่อตก
ขอนั่งด้านหลังค่ะ ให้เพื่อนนั่งหน้ากับคนขับรถ แต่ทว่านั่งก็ยังไม่ได้ค่ะ ดิชั้นก็ได้แต่นอนค่ะ
เพื่อไม่ให้ตูดนั้นสัมผัสกับพื้นเบาะตรงๆ ห่วงยางพยาบาลก็เอากลับไปแล้ว (ลืมขอซื้อต่อก็ดี)
ประกอบกับดิชั้นยังชินกับสภาพการนอนในโรงพยาบาล มันจะเพลียๆอยากนอนตลอดเวลา
พอรถออกไปได้สักพัก ดิชั้นนั้นก็หลับไปเลย รู้สึกตัวอีกทีก็ถึงกรุงเทพฯแล้วค่ะ
ถึงปุ้บ ก็ขึ้นห้อง ถุงฉี่ก็ถือไปสิคะ อีรุงตุงนัง ดีนะมีเพื่อนคอยช่วยเหลือ
คอยช่วยถือนู่น ถือนี่ให้ ไม่ว่าจะกระเป๋าสัมภาระ กระเป๋าวิเศษกับอุปกรณ์ดูแลจิ๊
แจกันดอกไม้อีก 3 แจกัน และอะไรอีกมากมาย วันไปไม่มากนะคะ
แต่วันกลับทำไมมันเยอะอย่างนี้หว่า...
ถึงห้องก็ไม่รีรอช้าค่ะ ขึ้นนอนบนเตียงเลย ถุงฉี่ก็คู่กายค่ะ ห่างกันไม่ได้ 555
แทบจะนอนกอดกับถุงฉี่เลยทีเดียวเชียว ก็ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ทำอะไรก็ไม่ได้ ได้แต่นอน
เพื่อนวางของจัดนู่นจัดนี่ให้แล้ว ก็กลับค่ะ ต้องขอขอบใจเพื่อนคนนี้จริงๆ
ที่คอยไปเฝ้าดูแลเรา ไม่งั้นเราก็คงตายแน่... ขอบคุณค่ะเพื่อน
เล่าบรรยากาศการแปลงเพศ7
จะแกะที่แพ็คออกแล้ว"
..... พักฟื้นวันที่ 3 .....
ช่วงพักฟื้นมันเป็นอะไรที่น่าเบื่อจริงๆ ค่ะ คุณๆลองคิดดูสิคะว่า ไม่ได้ลุกไปไหนเลยสักวัน
ได้แต่นอนแอ้งแม้งอยู่บนเตียงนั้นตลอดเวลา ได้แต่ขยับเปลี่ยนท่าไปมาบ่อยๆ
พอเมื่อยปุ้บ ก็เปลี่ยนท่านอน ปวดตรงนั้นปุ๊บ ก็เปลี่ยนท่านอน
ดีที่ว่า ดิชั้นได้เอาโน๊ตบุ๊คไปเล่นแก้เหงาด้วยค่ะ ก็ช่วยได้ดีระดับนึงเลยล่ะ
ดิชั้นเล่นไร้สายนะคะ ต่อกับ air card ค่ะ ก็เลยสามารถเล่นที่ไหนก็ได้ทุกที่ทุกเวลาค่ะ
เช้าคุณหมอสุพรก็จะเข้ามาเช็ค เข้ามาดูทุกเช้า ว่าเราเป็นอย่างไรแล้วบ้าง
แล้ววันนี้ค่ะ หมอก็เข้ามาแล้วพูดบอกว่า "เดี๋ยวครบ 3 วันก็เอาที่แพ็คไว้ออกได้แล้วนะ"
ก็จะได้เอาสายท่อเลือดเสียออกเลยด้วย เวลานั้นดีใจมาก รอ รอ รอ และรอ ค่ะ
ตอนเช้าของทุกวันจะมีพยาบาลเข้ามาเช็ดตัวให้ค่ะ แต่ผมนี่ปล่อยเน่าไปเถอะค่ะ
ดิชั้นอยากสระผมมากกกกกก แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ใครมาเห็นในสภาพนั้น จะบอกได้คำเดียวว่า...
"หล่อนโทรมมากกกกกกกกกกกก" เหมือนศพนอนอยู่อย่างไหงอย่างนั้นเลยค่ะ
พักฟื้นนี่ ไม่ค่อยมีอะไรหรอกค่ะ ก็ได้แต่นอนๆๆๆ เตรียมตัวเตรียมใจได้เลยค่ะว่า...
คุณจะได้นอนอยู่อย่างนั้นแหละค่ะ 5-7 วัน นอนถ่างขาอยู่บนเตียงโดยมิได้ไปไหน
ดิชั้นก็พยายามเปลี่ยนท่าบ่อยๆ ตะแคงบ้าง หุบบ้าง ให้มันได้ขยับเขยื้อนบ้าง
พยาบาลเข้ามาเช็คความดันและวัดไข้ทุกชั่วโมงเลยค่ะ...
อ้อ!... ช่วงนี้พยาบาลก็ถามบ่อยเลยค่ะว่า "อยากผายลมมั้ยคะ ถ้าอยากก็ผายลมออกมาได้เลย"
คือดิชั้นเนี่ยจะบอกว่า ดิชั้นผายลมบ่อยมากกกกค่ะ และออกเยอะเสียด้วย
ความรู้สึกเนี่ย รู้สึกว่ามันไม่มีกลิ่นหรอกนะคะ แต่ว่ามันจะเป็นลมออกมาเสียมากกว่า
ลมออกมาเยอะด้วยค่ะ ออกมามันก็อยู่ในแพ็คที่หมอแพ็คนั่นแหละค่ะ ออกไปไหนไม่ได้
เพราะคุณหมอแพ็คให้ดิชั้นซะเป็นแพมเพริส์เลย 555
และความรู้สึกมันจะแน่นๆตรงแถวบริเวณทวารหนักค่ะ ถ่ายก็ไม่ได้
แน่นๆเหมือนมีอะไรอัดๆอยู่แถวบริเวณนั้น แต่เดี๋ยวจะเล่าต่อไปเรื่อยๆ ค่ะว่ามีอะไร
ก็คอยติดตามไปเรื่อยๆ นะคะ...
เข้าวันที่ 3 แล้ว...
คุณหมอก็เข้ามาค่ะ วันนี้มีพยาบาลเข็นเอาเครื่องมือมาด้วย
ใจอิชั้นก็ตุ้มๆ ต่อมๆ แล้วล่ะค่ะ ใกล้จะได้เห็นของจริงแล้วววว
แต่คุณหมอก็บอกก่อนนะคะว่า อย่าเพิ่งไปใส่ใจอะไรตอนนี้ เพราะหน้าตาของมันตอนนี้ยังไม่สวยหรอก
ดูยังไงก็ไม่เหมือน ต้องใช้เวลาอีก 3-6 เดือน ถึงจะเข้าที่
คุณหมอท่านก็คงกลัวเราจะคาดหวังแผลหลังผ่าตัดหน่ะค่ะ บอกไว้กันเราใจเสีย
ดิชั้นก็เข้าใจแหละค่ะ แหม๋ก็แผลผ่าตัดใหม่ๆที่ไหนมันจะสวยล่ะค่ะ จริงมั้ยคะ!
วันนี้ที่คุณหมอเข็นเครื่องมือเข้ามาด้วย เพราะว่าวันนี้เราจะถอดสายเลือดกันค่ะ
และได้ถอดแพ็คเกจแน่นหนาที่คุณหมอได้แพ็คให้ออกสักที
คุณหมอก็บรรจงค่อยๆแกะออกทีละนิด ทีละหน่อย โอ้วววว พอแกะออกหมดแค่นั้นแหละค่ะ...
เย็นวาบบบบบบบบ!!!!!!! กันเลยทีเดียว 555
ทีนี้ก็ค่อยทีละนิดค่ะ คุณหมอเริ่มจับนู่นจับนี่ ดิชั้นไม่เห็นหรอกค่ะ เพราะว่านอนถ่างขา
เกรงมาก เพราะกลัวว่าจะเจ็บ สักพักก็... รู้สึกจี๊ดนึง แล้วก็รู้สึกอุ่นๆ เย็นๆ ขึ้นมานิดนึงค่ะ
แล้วก็รู้สึกมีน้ำอุ่นๆ ออกมาค่ะ.... เรียบร้อยค่ะ คุณหมอถอดสายเลือดออกเรียบร้อยแล้ว
ละทีนี้คุณหมอแกก็ล้างทำความสะอาดให้นิดหน่อย เอาน้ำใส่สลิงค์ล้างเบาๆให้ค่ะ
โอ้ววว ไม่ได้เจ็บแสบประการใดเลยนะคะ เพียงแต่มันเย็บวาบๆ หวิวๆ แปลกๆดีค่ะ
แล้วสักพักคุณหมอแกก็คงจะขอทดสอบอะไรนิดหน่อย แกก็จับนู่นจับนี่ ดิชั้นก็เกร็งสิคะ
กลัวแกจับแรง เพราะแผลมันก็ยังสดใหม่ๆ ทำอะไรรุนแรงไป ก็กลัวว่าจิ๋มจะเหวอะ 555
แล้วสักพักดิชั้นก็รู้สึกจิ๊ดเสียวแปล้บบบบ!!! ขึ้นมาทันใดค่ะ...
ก็เลยรีบบอกคุณหมอไปว่า... "ว้าย คุณหมอคะ หนูเจ็บค่ะ"
คุณหมอก็รีบเอามือออก ละก็บอกว่า "เจ็บเหรอ? ไม่ใช่มั้ง งั้นลองดูใหม่นะ"
คุณหมอท่านก็จับๆ คลำๆ ตรงนั้นอีกทีค่ะ ซึ่งดิชั้นก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าคุณหมอจับอะไร
แล้วแกก็จับ! ตรงนั้น... ทีนี้ก็มาอีกแล้วค่ะแปล้บบบบ!!! ขึ้นมาทันทีเลย ดิชั้นก็สะดุ้งอีกรอบสิคะ
หมอก็พูดขึ้นมาพร้อมกับจับบริเวณตรงนั้นด้วยว่า... "เอาใหม่นะ ตกลงตอนนี้รู้สึกเสียว หรือว่าเจ็บกันแน่"
เอ่อ!... ในใจตอนนั้น สมองกำลังพยายามแยกว่ามันเสียวหรือเจ็บ
ไอ่เราก็ไม่เคยลองอะไรเสียวๆแบบนั้นมาด้วยสิ 55555...
ก็พยายามแยกแยะ ก็รู้สึกว่า... 'เออ ที่เรารู้สึกนั้นมันไม่ใช่เจ็บนะ แต่มันเสียวๆ สยิวๆมากกว่า'
เพราะตอนที่หมอแกคลำตรงนั้นเราเนี่ย เราก็พยายามดิ้นขัดขืน พยายามจะให้หมอเอามือออกเร็วๆ
ก็เลยคิดว่า อย่างนี้คงไม่ใช่เจ็บแล้วล่ะ แต่มันเป็นความเสียวๆ สยิวๆ มากกว่า
ก็เลยรีบบอกคุณหมอไปว่า "เสียวค่ะคุณหมอ เสียวค่ะ" พูดเสร็จแค่นั้น คุณหมอแกก็หยุดทำทันทีเลยค่ะ
แล้วก็เอามือมาตบเข่าดิชั้นเบาๆ แล้วก็พูดว่า "เยี่ยมมาก!"
ก็สรุปมารู้ตอนหลังว่า ที่หมอจับไปนั่นอ่ะคือ คลิสตอริส ค่ะ พูดง่ายๆก็คือ ปุ่มเสียว นั่นเอง 555
แหม๋!! คุณหมอก็นะ ทำเอาหนูใจหายใจคว่ำไปด้วยเลย เกือบเสร็จเพราะนิ้วคุณหมอไปแล้วล่ะสิ อิอิ
พอเสร็จจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะ ถือว่าที่เราผ่าตัดมาหลายๆชั่วโมงนั้น เป็นผลสำเร็จค่ะ
เพราะมันรับรู้ถึงความรู้สึกเรียบร้อยแล้ว เอาเป็นว่าสยิว เสียว สะท้านทรวงแน่ๆค่ะ ฮี่ๆๆๆ
พอหลังจากถอดแพ็คอันแน่นหนานั้นออกไป ทีนี้มันก็ไม่มีอะไรมาบดบังจิ๋มใหม่ของดิชั้นนะสิคะ
หลังจากถอดแพ็คออก พยาบาลก็เอาผ้าห่มมาคลุมไว้ให้ค่ะ ก็คลุมทั้งช่วงขาเลย
ขอบอกว่า ช่วงนี้จิ๋มโดนลมอะไรเล็กๆน้อยๆ ไม่ค่อยได้ค่ะ เพราะมันเหมือนบอบบางไวต่อสิ่งเร้ามาก
แค่ลมพัดมานิดนึง พลิ้ววววว! มันจะรู้สึกว่า เสียววาบบบบบตรงนั้นเลยค่ะ 555
ขอบอกว่าความรู้สึกไวมากกกกก อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นแผลผ่าตัดใหม่ด้วย
ช่วงแรกตรงบริเวณคลิสตอริสจึงไวต่อสิ่งเร้าอย่างมากกกก
ขนาดผ้าที่พยาบาลเอามาคลุมให้เนี่ย ยังไม่อยากให้มาโดนจิ๋มใหม่เลยค่ะ
โดนนิดนึง สัมผัสนิดดดเดียวก็เสียวเลยค่ะ
นึกไปก็ขำตัวเองไป จะเสียวอะไรกันนักหนาเนี่ย 555
บางทีอยู่ดีๆ ก็รู้สึกเสียวแปล้บขึ้นมานิดนึง อิอิ ตรงนี้ไม่ต้องไปกังวลหรือตกใจหรอกนะคะ
มันเป็นปกติค่ะ ให้รู้สึกเสียวอย่างนี้ดีกว่าไม่เสียวเลยนะคะ
หลังๆไปสักพักก็เข้าที่เองแหละค่ะ เพราะทุกวันนี้ก็ปกติดีแล้ว
ไม่เสียวเว่อร์มากเหมือนช่วงแรกๆ
และบริเวณคลิสตอริสที่หมอสุพรทำเนี่ย ถ้าจำไม่ผิด คุณหมอแกเอาเนื้อส่วนบริเวณหัวของจู๋เก่ามาทำค่ะ
ตรงที่มันมียึดติดกับหนังตรงนั้น เค้าเรียกอะไรดิชั้นก็ไม่รู้แน่ชัด เพราะไม่เคยรู้จักกับจู๋อันเก่ามาก่อน
เอาเป็นว่าคนที่ยังไม่เคยขลิบเนี่ยจะดีค่ะ เพราะเส้นตรงนั้นยังไม่ขาด นำมาทำคลิสตอริสได้สวยงามแน่
ยิ่งคนที่หัวไม่เปิดมาก่อนแล้วด้วยเนี่ย พอนำมาทำเป็นคลิสตอริสแล้ว มันก็เลยยิ่งเสียวสะท้านเป็นธรรมดาค่ะ
เพราะปกติบริเวณหัวอันเก่าของเราเนี่ยยังไม่เคยสัมผัสอากาศข้างนอกเลย
พอมาแปลงทำเป็นคลิสตอริสแล้วเนี่ย มันก็เหมือนโผลออกมาสัมผัสอากาศข้างนอกแล้วล่ะค่ะ
ความเสียวซ่านมันก็เลยมีเป็นธรรมดา...
ทีนี้ก็โล่งแล้วค่ะ ถอดแพ็คออกแล้ว นอนพักฟื้นในโรงพยาบาลต่อไป
รอวันออกจาก รพ. รอวันถอดสายฉี่ รอวันตัดไหม รอรอรอ อยากให้หายยุบบวมไวๆ
จะได้ยลโฉมจิ๋มใหม่ป้ายแดงกันสักที อิอิ...
..... พักฟื้นวันที่ 3 .....
ช่วงพักฟื้นมันเป็นอะไรที่น่าเบื่อจริงๆ ค่ะ คุณๆลองคิดดูสิคะว่า ไม่ได้ลุกไปไหนเลยสักวัน
ได้แต่นอนแอ้งแม้งอยู่บนเตียงนั้นตลอดเวลา ได้แต่ขยับเปลี่ยนท่าไปมาบ่อยๆ
พอเมื่อยปุ้บ ก็เปลี่ยนท่านอน ปวดตรงนั้นปุ๊บ ก็เปลี่ยนท่านอน
ดีที่ว่า ดิชั้นได้เอาโน๊ตบุ๊คไปเล่นแก้เหงาด้วยค่ะ ก็ช่วยได้ดีระดับนึงเลยล่ะ
ดิชั้นเล่นไร้สายนะคะ ต่อกับ air card ค่ะ ก็เลยสามารถเล่นที่ไหนก็ได้ทุกที่ทุกเวลาค่ะ
เช้าคุณหมอสุพรก็จะเข้ามาเช็ค เข้ามาดูทุกเช้า ว่าเราเป็นอย่างไรแล้วบ้าง
แล้ววันนี้ค่ะ หมอก็เข้ามาแล้วพูดบอกว่า "เดี๋ยวครบ 3 วันก็เอาที่แพ็คไว้ออกได้แล้วนะ"
ก็จะได้เอาสายท่อเลือดเสียออกเลยด้วย เวลานั้นดีใจมาก รอ รอ รอ และรอ ค่ะ
ตอนเช้าของทุกวันจะมีพยาบาลเข้ามาเช็ดตัวให้ค่ะ แต่ผมนี่ปล่อยเน่าไปเถอะค่ะ
ดิชั้นอยากสระผมมากกกกกก แต่ทำอะไรไม่ได้เลย ใครมาเห็นในสภาพนั้น จะบอกได้คำเดียวว่า...
"หล่อนโทรมมากกกกกกกกกกกก" เหมือนศพนอนอยู่อย่างไหงอย่างนั้นเลยค่ะ
พักฟื้นนี่ ไม่ค่อยมีอะไรหรอกค่ะ ก็ได้แต่นอนๆๆๆ เตรียมตัวเตรียมใจได้เลยค่ะว่า...
คุณจะได้นอนอยู่อย่างนั้นแหละค่ะ 5-7 วัน นอนถ่างขาอยู่บนเตียงโดยมิได้ไปไหน
ดิชั้นก็พยายามเปลี่ยนท่าบ่อยๆ ตะแคงบ้าง หุบบ้าง ให้มันได้ขยับเขยื้อนบ้าง
พยาบาลเข้ามาเช็คความดันและวัดไข้ทุกชั่วโมงเลยค่ะ...
อ้อ!... ช่วงนี้พยาบาลก็ถามบ่อยเลยค่ะว่า "อยากผายลมมั้ยคะ ถ้าอยากก็ผายลมออกมาได้เลย"
คือดิชั้นเนี่ยจะบอกว่า ดิชั้นผายลมบ่อยมากกกกค่ะ และออกเยอะเสียด้วย
ความรู้สึกเนี่ย รู้สึกว่ามันไม่มีกลิ่นหรอกนะคะ แต่ว่ามันจะเป็นลมออกมาเสียมากกว่า
ลมออกมาเยอะด้วยค่ะ ออกมามันก็อยู่ในแพ็คที่หมอแพ็คนั่นแหละค่ะ ออกไปไหนไม่ได้
เพราะคุณหมอแพ็คให้ดิชั้นซะเป็นแพมเพริส์เลย 555
และความรู้สึกมันจะแน่นๆตรงแถวบริเวณทวารหนักค่ะ ถ่ายก็ไม่ได้
แน่นๆเหมือนมีอะไรอัดๆอยู่แถวบริเวณนั้น แต่เดี๋ยวจะเล่าต่อไปเรื่อยๆ ค่ะว่ามีอะไร
ก็คอยติดตามไปเรื่อยๆ นะคะ...
เข้าวันที่ 3 แล้ว...
คุณหมอก็เข้ามาค่ะ วันนี้มีพยาบาลเข็นเอาเครื่องมือมาด้วย
ใจอิชั้นก็ตุ้มๆ ต่อมๆ แล้วล่ะค่ะ ใกล้จะได้เห็นของจริงแล้วววว
แต่คุณหมอก็บอกก่อนนะคะว่า อย่าเพิ่งไปใส่ใจอะไรตอนนี้ เพราะหน้าตาของมันตอนนี้ยังไม่สวยหรอก
ดูยังไงก็ไม่เหมือน ต้องใช้เวลาอีก 3-6 เดือน ถึงจะเข้าที่
คุณหมอท่านก็คงกลัวเราจะคาดหวังแผลหลังผ่าตัดหน่ะค่ะ บอกไว้กันเราใจเสีย
ดิชั้นก็เข้าใจแหละค่ะ แหม๋ก็แผลผ่าตัดใหม่ๆที่ไหนมันจะสวยล่ะค่ะ จริงมั้ยคะ!
วันนี้ที่คุณหมอเข็นเครื่องมือเข้ามาด้วย เพราะว่าวันนี้เราจะถอดสายเลือดกันค่ะ
และได้ถอดแพ็คเกจแน่นหนาที่คุณหมอได้แพ็คให้ออกสักที
คุณหมอก็บรรจงค่อยๆแกะออกทีละนิด ทีละหน่อย โอ้วววว พอแกะออกหมดแค่นั้นแหละค่ะ...
เย็นวาบบบบบบบบ!!!!!!! กันเลยทีเดียว 555
ทีนี้ก็ค่อยทีละนิดค่ะ คุณหมอเริ่มจับนู่นจับนี่ ดิชั้นไม่เห็นหรอกค่ะ เพราะว่านอนถ่างขา
เกรงมาก เพราะกลัวว่าจะเจ็บ สักพักก็... รู้สึกจี๊ดนึง แล้วก็รู้สึกอุ่นๆ เย็นๆ ขึ้นมานิดนึงค่ะ
แล้วก็รู้สึกมีน้ำอุ่นๆ ออกมาค่ะ.... เรียบร้อยค่ะ คุณหมอถอดสายเลือดออกเรียบร้อยแล้ว
ละทีนี้คุณหมอแกก็ล้างทำความสะอาดให้นิดหน่อย เอาน้ำใส่สลิงค์ล้างเบาๆให้ค่ะ
โอ้ววว ไม่ได้เจ็บแสบประการใดเลยนะคะ เพียงแต่มันเย็บวาบๆ หวิวๆ แปลกๆดีค่ะ
แล้วสักพักคุณหมอแกก็คงจะขอทดสอบอะไรนิดหน่อย แกก็จับนู่นจับนี่ ดิชั้นก็เกร็งสิคะ
กลัวแกจับแรง เพราะแผลมันก็ยังสดใหม่ๆ ทำอะไรรุนแรงไป ก็กลัวว่าจิ๋มจะเหวอะ 555
แล้วสักพักดิชั้นก็รู้สึกจิ๊ดเสียวแปล้บบบบ!!! ขึ้นมาทันใดค่ะ...
ก็เลยรีบบอกคุณหมอไปว่า... "ว้าย คุณหมอคะ หนูเจ็บค่ะ"
คุณหมอก็รีบเอามือออก ละก็บอกว่า "เจ็บเหรอ? ไม่ใช่มั้ง งั้นลองดูใหม่นะ"
คุณหมอท่านก็จับๆ คลำๆ ตรงนั้นอีกทีค่ะ ซึ่งดิชั้นก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าคุณหมอจับอะไร
แล้วแกก็จับ! ตรงนั้น... ทีนี้ก็มาอีกแล้วค่ะแปล้บบบบ!!! ขึ้นมาทันทีเลย ดิชั้นก็สะดุ้งอีกรอบสิคะ
หมอก็พูดขึ้นมาพร้อมกับจับบริเวณตรงนั้นด้วยว่า... "เอาใหม่นะ ตกลงตอนนี้รู้สึกเสียว หรือว่าเจ็บกันแน่"
เอ่อ!... ในใจตอนนั้น สมองกำลังพยายามแยกว่ามันเสียวหรือเจ็บ
ไอ่เราก็ไม่เคยลองอะไรเสียวๆแบบนั้นมาด้วยสิ 55555...
ก็พยายามแยกแยะ ก็รู้สึกว่า... 'เออ ที่เรารู้สึกนั้นมันไม่ใช่เจ็บนะ แต่มันเสียวๆ สยิวๆมากกว่า'
เพราะตอนที่หมอแกคลำตรงนั้นเราเนี่ย เราก็พยายามดิ้นขัดขืน พยายามจะให้หมอเอามือออกเร็วๆ
ก็เลยคิดว่า อย่างนี้คงไม่ใช่เจ็บแล้วล่ะ แต่มันเป็นความเสียวๆ สยิวๆ มากกว่า
ก็เลยรีบบอกคุณหมอไปว่า "เสียวค่ะคุณหมอ เสียวค่ะ" พูดเสร็จแค่นั้น คุณหมอแกก็หยุดทำทันทีเลยค่ะ
แล้วก็เอามือมาตบเข่าดิชั้นเบาๆ แล้วก็พูดว่า "เยี่ยมมาก!"
ก็สรุปมารู้ตอนหลังว่า ที่หมอจับไปนั่นอ่ะคือ คลิสตอริส ค่ะ พูดง่ายๆก็คือ ปุ่มเสียว นั่นเอง 555
แหม๋!! คุณหมอก็นะ ทำเอาหนูใจหายใจคว่ำไปด้วยเลย เกือบเสร็จเพราะนิ้วคุณหมอไปแล้วล่ะสิ อิอิ
พอเสร็จจากนั้นก็ไม่มีอะไรแล้วค่ะ ถือว่าที่เราผ่าตัดมาหลายๆชั่วโมงนั้น เป็นผลสำเร็จค่ะ
เพราะมันรับรู้ถึงความรู้สึกเรียบร้อยแล้ว เอาเป็นว่าสยิว เสียว สะท้านทรวงแน่ๆค่ะ ฮี่ๆๆๆ
พอหลังจากถอดแพ็คอันแน่นหนานั้นออกไป ทีนี้มันก็ไม่มีอะไรมาบดบังจิ๋มใหม่ของดิชั้นนะสิคะ
หลังจากถอดแพ็คออก พยาบาลก็เอาผ้าห่มมาคลุมไว้ให้ค่ะ ก็คลุมทั้งช่วงขาเลย
ขอบอกว่า ช่วงนี้จิ๋มโดนลมอะไรเล็กๆน้อยๆ ไม่ค่อยได้ค่ะ เพราะมันเหมือนบอบบางไวต่อสิ่งเร้ามาก
แค่ลมพัดมานิดนึง พลิ้ววววว! มันจะรู้สึกว่า เสียววาบบบบบตรงนั้นเลยค่ะ 555
ขอบอกว่าความรู้สึกไวมากกกกก อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นแผลผ่าตัดใหม่ด้วย
ช่วงแรกตรงบริเวณคลิสตอริสจึงไวต่อสิ่งเร้าอย่างมากกกก
ขนาดผ้าที่พยาบาลเอามาคลุมให้เนี่ย ยังไม่อยากให้มาโดนจิ๋มใหม่เลยค่ะ
โดนนิดนึง สัมผัสนิดดดเดียวก็เสียวเลยค่ะ
นึกไปก็ขำตัวเองไป จะเสียวอะไรกันนักหนาเนี่ย 555
บางทีอยู่ดีๆ ก็รู้สึกเสียวแปล้บขึ้นมานิดนึง อิอิ ตรงนี้ไม่ต้องไปกังวลหรือตกใจหรอกนะคะ
มันเป็นปกติค่ะ ให้รู้สึกเสียวอย่างนี้ดีกว่าไม่เสียวเลยนะคะ
หลังๆไปสักพักก็เข้าที่เองแหละค่ะ เพราะทุกวันนี้ก็ปกติดีแล้ว
ไม่เสียวเว่อร์มากเหมือนช่วงแรกๆ
และบริเวณคลิสตอริสที่หมอสุพรทำเนี่ย ถ้าจำไม่ผิด คุณหมอแกเอาเนื้อส่วนบริเวณหัวของจู๋เก่ามาทำค่ะ
ตรงที่มันมียึดติดกับหนังตรงนั้น เค้าเรียกอะไรดิชั้นก็ไม่รู้แน่ชัด เพราะไม่เคยรู้จักกับจู๋อันเก่ามาก่อน
เอาเป็นว่าคนที่ยังไม่เคยขลิบเนี่ยจะดีค่ะ เพราะเส้นตรงนั้นยังไม่ขาด นำมาทำคลิสตอริสได้สวยงามแน่
ยิ่งคนที่หัวไม่เปิดมาก่อนแล้วด้วยเนี่ย พอนำมาทำเป็นคลิสตอริสแล้ว มันก็เลยยิ่งเสียวสะท้านเป็นธรรมดาค่ะ
เพราะปกติบริเวณหัวอันเก่าของเราเนี่ยยังไม่เคยสัมผัสอากาศข้างนอกเลย
พอมาแปลงทำเป็นคลิสตอริสแล้วเนี่ย มันก็เหมือนโผลออกมาสัมผัสอากาศข้างนอกแล้วล่ะค่ะ
ความเสียวซ่านมันก็เลยมีเป็นธรรมดา...
ทีนี้ก็โล่งแล้วค่ะ ถอดแพ็คออกแล้ว นอนพักฟื้นในโรงพยาบาลต่อไป
รอวันออกจาก รพ. รอวันถอดสายฉี่ รอวันตัดไหม รอรอรอ อยากให้หายยุบบวมไวๆ
จะได้ยลโฉมจิ๋มใหม่ป้ายแดงกันสักที อิอิ...
เล่าบรรยากาศการแปลงเพศ6
พักฟื้นหลังจากผ่าตัดเสร็จ" 23 มีนาคม 2549
..... พักฟื้นวันที่ 1 .....
.... ต่อ จากตอนที่แล้ว....
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ประมาณ 5-6 โมงเย็นค่ะ ก็ยังมีอาการง่วงอยู่นิดหน่อยค่ะ
ตอนตื่นขึ้นมาพยาบาลเค้าจัดท่านอนให้ตั้งแต่ตอนออกมาจากห้องผ่าตัดใหม่ๆแล้วค่ะ
เค้าเอาหมอมารองตรงขาเราไว้ 2-3 ใบค่ะ หนุนตรงนั้น รองตรงนี้ ทำให้นอนสบายค่ะ
ส่วนตรงที่ผ่าตัด ก็ตึงๆ ยังไม่ปวดค่ะ ยังไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆออกมาค่ะ
ก็นอนได้อย่างเดียว ยังลุกไปไหนไม่ได้ แต่ขาดิชั้นนี่สิคะ หุบไม่ได้เลย 555 นอนถ่างขาอ้าซ่าเลย อิอิ
คือความจริงมันก็หุบได้นะคะ แต่ไม่อยากหุบ เพราะสิ่งที่หอหุ้มตรงนั้นนะสิ มันแน่นซะเหลือเกิน
คือตรงนั้นคุณหมอห่อเป็นแพ็คให้เลยค่ะ เอาผ้าขาว หรือสก็อตเทบผ้าก็ไม่ทราบได้ มาพันรอบๆที่แปลง
แน่นมากค่ะ พี่พยาบาลบอกว่า หมอเค้าพันเป็นบล็อคไว้ให้ มันจะได้สวยงามคงรูป
ชุดที่ใส่ตอนนั้นก็ใส่ชุดของโรงพยาบาลนะคะ ก็ใส่เสื้อของโรงพยาบาล
แต่กางเกงไม่ได้ใส่ค่ะ เพราะผ้าพันตรงนั้นไว้แน่น ก็เลยต้องปล่อยให้มันโปร่งๆ โล่งสบายๆ จะได้ไม่อึดอัด
แต่ก็มีผ้าห่มคลุมไว้ค่ะ เราจะได้ไม่โป๊มากมาย อิอิ
และมันก็มีสายออกมาจากตรงนั้น 2 สายค่ะ สายแรกคือ สายท่อปัสสาวะ และอีกสายคือ สายท่อเลือด
เราได้นอนสบายเลยค่ะ เหมือนปวดฉี่ตลอดเวลา แต่สบายค่ะ ไม่ต้องลุกเข้าห้องน้ำเอง
มันไหลลงถุงปัสสาวะหมดเลยค่ะ นอนอย่างเดียว สบ๊าย สบาย
ส่วนสายท่อเลือดเนี่ย มันถ่ายเทเลือดเสียออกมาค่ะ แต่ไม่มากค่ะ
สักพักก็มีช่อดอกไม้สวยงามจากคุณหมอสุพรมาค่ะ ดีใจมากๆ
พยาบาลเข็นดอกไม้มาให้ค่ะ พร้อมกับของพี่ๆที่ดิชั้นรู้จักอีก 2 ช่อ
รู้สึกดีใจมากเลยค่ะ ที่ยังมีคนเป็นห่วงเรา และแสดงความยินดีกับเรา
พี่พยาบาลก็แนะนำว่า ช่อนี้เป็นของใคร จากของใคร มารายงานให้เราทราบ เพราะเราลุกไม่ได้ค่ะ
ดิชั้นก็เลยบอกว่า ให้เอาวางไว้บนทีวีอีกที จะได้เห็นแล้วสบายใจ อิอิ
สักพักดิชั้นก็นอนหลับไปอีกรอบ...
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ประมาณ 1-2 ทุ่มนี่แหละค่ะ ตื่นขึ้นมาก็หิวเลย 555
ก็แหม๋... ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึง 2 ทุ่ม ก็เลยบอกเพื่อนว่า หิวค่ะ ขออาหารหน่อย
พอดีว่าเค้าเอาอาหารมาเสริฟทิ้งไว้ และดิชั้นยังไม่ได้ทาน เพื่อนก็เลยเอามาให้ดิชั้นทานค่ะ
ก็ทานๆไป มื้อแรกยังทานปกติค่ะ เค้าไม่ได้ห้าม ก็ทานไปค่ะ ก็มันหิว แต่ในใจอยากกินเกี๊ยวน้ำค่ะ
ก็เลยวานเพื่อนออกไปซื้อที่เขามาขายหน้า รพ. เพื่อนก็แสนดีค่ะ จัดให้ดิชั้น ก็ออกไปซื้อมาให้ทาน
เวลานี้ยังไม่มีอาการปวดแต่อย่างใดค่ะ ยังปกติดี ทีแรกนึกว่าจะเจ็บทรมานนะเนี่ย แต่ไม่เลยค่ะ
ก็ตื่นขึ้นมา ดูทีวีบ้าง คุยกะเพื่อนบ้าง ก็ไม่มีอะไรทำค่ะ อิ่มแล้วก็ง่วง ดิชั้นก็เลยนอนหลับต่อ
แต่บอกได้เลยค่ะว่า นอนหลับเนี่ย มันไม่ได้หลับสนิทหรอกค่ะ
ก็เพราะพี่พยาบาลแกเล่นเข้ามาวัดไข้และวัดความดัน ทุก 1 ชม.เลยค่ะ บ่อยมากๆ
พอกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็มาอีกละ 555 แต่ก็ต้องทำค่ะ เผื่อเป็นอะไรขึ้นมา จะได้รักษาทัน
ตอนแรกดิชั้นก็คิดว่าคงไม่มีไข้หรอกนะคะ แต่มีครั้งนึง พี่พยาบาลบอกว่า วัดไข้แล้วอุณหภูมิสูง
ก็เลยเอายาลดไข้มาให้ทาน ส่วนเรื่องยาเนี่ย ไม่ต้องห่วงค่ะ ยามาทุก 4 ชั่วโมงอยู่แล้ว มาตลอดเลย
จะนอนหลับอยู่ยังไง ก็ต้องตื่นมาทานค่ะ แล้วหลับต่อ...
คืนแรกก็เริ่มปวดค่ะ ประมาณดึกๆหลังเที่ยงคืนไปแล้ว
ก็ไม่ได้ปวดมากกกกกกกกขนาดจนอยากขาดใจตายนะคะ
ตอนแรกก็ทานยาแก้ปวดตลอดค่ะ แต่มันก็ต้านทานไม่ได้เลย
จนต้องปลุกเรียกเพื่อนตื่นขึ้นมาตอนกลางคืน บอกเพื่อนว่า ทนไม่ไหวแล้ว
ไปบอกพยาบาลขอยาแก้ปวดแบบฉีดให้หน่อย ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่ามีหรือไม่มี
แต่ขอไว้ก่อน อยากได้แบบแก้ปวดทันใจเลย เพราะว่ามันปวดค่ะ
สักพักเพื่อนก็ไปถามให้ และก็เดินกลับเข้ามาบอกว่า เดี๋ยวพยาบาลเอามาฉีดให้
ตอนนี้ดิชั้นดีใจมากเลยค่ะ เพราะจะได้หายปวดสักที
สักพักพี่พยาบาลก็ถือเข็มเล็กๆ เข้ามาค่ะ ตอนแรกนึกว่าเค้าจะฉีดเข้าเส้นเลือดเราเลย
แต่ไม่ค่ะ เค้าฉีดเข้าสายน้ำเกลือเราต่างหาก มันก็ค่อยๆซึมเข้าร่างกายเราทีละนิดๆ
แล้วพี่พยาบาลก็บอกว่า ตัวนี้ฉีดให้ทุก 6 ชม.นะคะ ฉีดบ่อยๆ ไม่ได้ ซึ่งดิชั้นก็โอเคค่ะ
เวลาผ่านไปสักพัก ดิชั้นก็รู้สึกว่าเริ่มดีขึ้น หายปวดแล้วค่ะ ก็เลยนอนหลับสบายเลยทีนี้
แต่ยาทานก็ยังต้องมีทานทุก 4 ชม. เหมือนเดิมค่ะ และวัดไข้วัดความดันทุก 1 ชม. เลยค่ะ
ก็เลยทำให้ได้นอนไม่เต็มร้อย แต่ก็นอนทั้งวันทั้งคืนอ่ะค่ะ 555 เพราะลุกไปไหนไม่ได้
พอง่วงปุ๊บ ก็หลับอีกละ
จนตื่นเช้ามาอีกวันนึง เข้าเช้าวันที่ 24 มีนาคม
แล้วที่ตื่นเนี่ย เพราะคุณหมอสุพรเข้ามาตรวจดูเองเลยค่ะ คุณหมอเข้ามาเช้ามาก
แล้วก็ถามว่า เป็นไง สบายดีมั้ย ปวดมากมั้ย ดิชั้นก็ตอบไปตามความเป็นจริง
และคุณหมอก็บอกว่า ตอนผ่าตัดก็ไม่มีปัญหาอะไร และไม่เสียเลือดมาก หายห่วงได้
เห็นหมอสุพรคุยกับพยาบาลบอกว่า...
ยายังมีใช่ไหม ก็ฉีดให้น้องเค้าตลอดได้เลยนะ(คิดว่าคงเป็นยาแก้ปวดแบบฉีดค่ะ)
คุณหมอเข้ามาได้แป๊บเดียว แล้วก็ออกไปเลยค่ะ อิอิ
(อ้อ ที่แท้เค้าจัดยาแก้ปวดแบบฉีดเตรียมไว้ให้เราอยู่แล้วค่ะ แหะๆ เพิ่งรู้ตอนนี้นี่เอง)
และแล้วสักพัก ก็มีพี่ผู้หญิงจากคลินิกหมอสุพรเข้ามาค่ะ พี่เค้าบอกว่า คุณหมอเข้ามาได้แป๊บเดียวค่ะ
เพราะคนไข้คุณหมอมีทุกห้องเลย คุณหมอจะเข้ามาพบคนไข้ทุกเช้า และทุกคน ค่ะ
รู้สึกคุณหมอดูแลเอาใจใส่ดีค่ะ ปลื้มมากๆ ถึงจะมีเวลาแป๊บเดียว แต่ก็รู้สึกอุ่นใจค่ะ
และพี่ที่มาเค้าก็เอาอุปกรณ์มาให้ค่ะ เค้าบอกว่า เอาไว้ใช้ในวันที่ออกจาก รพ.
ก็มีทั้ง โมล ผ้าอนามัย ถุงยาง(เอาไว้ใส่แท่งโมลขณะโมล) น้ำยาล้าง สำลี ผ้าก็อต ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ฯลฯ
คือเยอะแยะมาก ที่พอจำได้ก็มีเท่าที่บอกนี่แหละค่ะ เค้าใส่มาให้เป็นกระเป๋าเลย ให้เราเอากลับบ้านได้เลยค่ะ
แล้วพี่เค้าก็ยังบอกอีกว่า พยายามนอนเปลี่ยนท่า อย่านอนท่าเดียว เดี๋ยวก้นจะเป็นแผลได้
เพราะนอนท่าเดียวเนี้ย น้ำหนักตัวมันจะลงไปอยู่ที่ก้นหมดค่ะ หากเราไม่เปลี่ยนท่าเลย มันจะปวดก้นและเป็นแผลได้ก
พยายามนอนตะแคงบ้าง สลับข้างบ้าง และที่สำคัญ ให้นอนหุบขาบ้าง อย่าถ่างมาก เดี๋ยวแผลจะฉีกได้
ก็โอเคค่ะ ดิชั้นก็พยายามเปลี่ยนท่าบ้าง เพราะท่าเดียวนั้นมันปวดเมื่อยจริงๆ ค่ะ
และพี่เค้าก็บอกว่า เดี๋ยวคุณหมอก็จะเข้ามาดูทุกวัน ไม่ต้องห่วง เข้ามาพบตลอด มีอะไรก็ถามคุณหมอได้เลย
พี่เค้าพูดจากันดีมากๆค่ะ
พูดถึงเรื่องเปลี่ยนท่านอนนี่ จริงค่ะ ต้องระวังก้นเป็นแผลจริงๆ
แค่วันที่ออกจากห้องผ้าตัดมาเนี่ย ดิชั้นไม่ได้เปลี่ยนท่าเลย เป็นเวลาหลายสิบชั่วโมงค่ะ
พอได้เปลี่ยนท่าแค่นั้นแหละ รู้สึกปวดที่ก้นเลยค่ะ
ส่วนตัวดิชั้นเคยหาข้อมูลมาบ้าง เคยได้ยินว่า ผู้ป่วยอัมพาตที่นอนอยู่บนเตียงเวลานานๆเนี่ย
ต้องมีการทำกายภาพบำบัดด้วย เปลี่ยนท่านอนให้บ้าง ไม่งั้นก้นเป็นแผลค่ะ เพราะมันถูกกดทับเป็นเวลานาน
เปลี่ยนท่าบ่อยๆ ก็ดีค่ะ อย่านอนท่าเดียวเป็นเวลานานๆ จะได้นอนสบายยยยย
เข้าเรื่องต่อเลยค่ะ...
สักพักก็มีอาหารมาเสริฟอีกแล้วค่ะ รอบนี้เป็นอาหารเช้า มีอาหารมาวันละ 3 มื้อค่ะ (เช้า เที่ยง เย็น)
แต่รอบนี้รู้สึกจะทานน้อยลง เพราะไม่ค่อยหิว และไม่ค่อยอยากทานอะไรมากมาย
ทานไปนิเดียว แล้วก็ไม่ทานต่ออีก เพราะไม่ค่อยหิว ก็เลยนอนดูทีวีค่ะ
พอดีช่วงนั้นเค้าเอาเรื่องฟลูเฮาส์มาฉายช่วงวัน จันทร์-ศุกร์ มั้งค่ะ เลยได้ดูทุกเช้าเลย
พอสายๆ ก็มีพยาบาลเข้ามาค่ะ เค้าจะมาเช็ดตัวให้เราค่ะ เพราะเราลุกไปอาบน้ำไม่ได้
เวลานี้พี่พยาบาลเข้ามาก็ดึงผ้าม่านบังไว้เลยค่ะ เพราะดิชั้นจะต้องแก้ผ้าให้เค้าเช็ดตัว 555
ก็บังเพื่อนไว้ค่ะ ไม่ให้เพื่อนดิชั้นมันเห็น เพื่อนก็เลยนอนดูทีวีไป แต่อากาศในห้องมันเย็นค่ะ
ดิชั้นเลยบอกให้พี่เค้าเบาแอร์ก่อน เพราะดิชั้นหนาวววววววว
และสักพักก็เริ่มบรรจงถอดเสื้อออกค่ะ ตอนนี้มันก็เหมือนแก้ผ้าดีๆนี่แหละ
เพียงแต่ตรงที่ผ่าตัดมันมีอะไรแพ็คไว้ เหมือนเราใส่แพมเพิสไว้ นั่นแหละค่ะ
เวลานี้ไม่มีอะไรจะอายแล้วค่ะ โทรมก็โทรม ตัวก็เหนียว พี่เค้าก็เลยจะเช็ดตัวให้ก็เลยยอม
ไม่มีอะไรอายแล้ว และพี่เค้าก็เช็ดตัวให้ ตะแคงซ้าย ขวา เพื่อให้เช็ดหลังได้ แป๊บเดียวเองค่ะ
แล้วก็ทาแป้งให้ทั่วตัวเลย ทาแป้งบนหน้า 555 ว่าไปเหมือนเด็กเลย ทำอะไรเองไม่ได้แล้ว อิอิ
และพี่เค้าก็เอาชุดใหม่มาใส่ให้ ใส่แค่เสื้อเหมือนเดิม แล้วก็เอาผ้าห่มผืนใหม่มาคลุมตรงผ่าตัดไว้เหมือนเดิม
และก็จัดท่านอนให้ดิชั้นใหม่ เอาหมอมารองขา รองคอ หลัง อยากนอนสบายยังไง ก็บอกพี่เค้าไปเลยค่ะ
ทีนี้ก็สบายตัวละ ดีใจ รู้สึกสดชื่นขึ้นมากกกก แต่ผมก็ยังเน่าเหมือนเดิม 555 เพราะไม่ได้สระ
เหม็นหัวตัวเองมาก แต่ก็ต้องทนค่ะ อิอิ สบายตัวก็พอแล้ว
ทีนี้ก็เริ่มว่าง คุยกะเพื่อนไปเรื่อย ดูทีวีบ้าง พอเบื่อก็เล่นเน็ตบ้างค่ะ พอไม่มีอะไรจำทำแล้วจริงๆ ก็จะนอนค่ะ
เพราะเราลุกไปไหนไม่ได้เลย ได้แต่นอน และเปลี่ยนท่า พอหิวน้ำก็เรียกเพื่อนเอาน้ำในตู้เย็นมาให้ทานค่ะ
บางทีก็เกรงใจเพื่อน ก็เลยบอกให้เพื่อนเอาขวดน้ำมาวางให้หัวนอนให้เลยค่ะ จะได้ไม่ต้องลุกเอามาให้บ่อยๆ
แล้วก็ตื่นบ้าง สลับนอนไปเรื่อยบ้างค่ะ มียาทานตลอดทั้งหลังอาหาร และทุก 4 ชม.
พอเริ่มปวด ก็ขอยาแก้ปวดแบบฉีดอีกค่ะ กดกริ่งเรียกได้เลย พี่พยาบาลก็เดินมาถามว่าต้องการอะไร
ก็ให้บอกไปได้เลยค่ะว่า ขอยาแก้ปวดแบบฉีดหน่อย แล้วพี่เค้าก็จะไปเอามาฉีดเข้าสายน้ำเกลือให้ค่ะ
ความรู้สึกส่วนตัวเนี่ย ดิชั้นว่ามันปวดไม่ได้มากมายอะไรนะคะ สำหรับดิชั้นรู้สึกมันไม่ได้ทรมานมาก
แต่พอมันปวด ก็เรียกขอยาแก้ปวดได้ตลอดเวลา (ซึ่งก่อนแปลง ดิชั้นคิดว่ามันคงทรมานมากกว่านี้)
พอรู้อย่างนี้ ดิชั้นเลยสบายใจได้ค่ะ ว่าคงไม่ทรมานมาก ก็คงเหมือนผ่าตัดทั่วๆไปค่ะ ที่ต้องมีเจ็บแผลอยู่บ้าง
ใครที่กลัวการแปลงเพศเนี่ย ดิชั้นว่า หลังแปลงไม่ต้องกลัวอะไรเลยนะคะ
ส่วนตัวดิชั้น ไม่คิดว่ามันน่ากลัวและเจ็บปวดทรมานมากมายเหมือนก่อนแปลงเลย
กลับรู้สึกดีใจและสบายใจมากเสียอีก ที่ได้มีร่างกายเป็น ญ แล้วสักที
เจ็บมันก็เจ็บอยู่แล้วล่ะ เจ็บเหมือนผ่าตัดทั่วๆไปนั่นแหละ ไม่ได้มากมายอะไร
ยาแก้ปวดก็มี ขอได้ตลอดเวลา แล้วพยาบาลจะมาฉีดเข้าสายน้ำเกลือให้ค่ะ
อ้อ... บอกเรื่องน้ำเกลือนิดนึงค่ะ ดิชั้นถามพยาบาลตั้งแต่ตอนให้น้ำเกลือวันแรกแล้วว่า
มันจะบวมน้ำเกลือรึป่าว เห็นเค้าบอกว่ามันจะบวมน้ำเกลือได้ด้วย ซึ่งดิชั้นกลัวมาก กลัวอ้วน
แล้วพี่พยาบาลก็ให้คำตอบว่า... ที่เค้าว่าบวมๆกันหน่ะ เพราะเค้าฉีดให้นอกเส้น(เลือด)
หากฉีดเข้าเส้น(เลือด) มันจะไม่บวม ดิชั้นก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงประการใดนะคะ
ส่วนตัวดิชั้นตอนพักฟื้น ได้รับน้ำเกลือเยอะมากๆ แต่ก็ไม่เห็นบวมแต่อย่างใดเลย
ก็เลยจะบอกว่า เรื่องบวมน้ำเกลือไม่ต้องห่วงค่ะ มันไม่มีบวมอยู่แล้ววว...
..... พักฟื้นวันที่ 1 .....
.... ต่อ จากตอนที่แล้ว....
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ประมาณ 5-6 โมงเย็นค่ะ ก็ยังมีอาการง่วงอยู่นิดหน่อยค่ะ
ตอนตื่นขึ้นมาพยาบาลเค้าจัดท่านอนให้ตั้งแต่ตอนออกมาจากห้องผ่าตัดใหม่ๆแล้วค่ะ
เค้าเอาหมอมารองตรงขาเราไว้ 2-3 ใบค่ะ หนุนตรงนั้น รองตรงนี้ ทำให้นอนสบายค่ะ
ส่วนตรงที่ผ่าตัด ก็ตึงๆ ยังไม่ปวดค่ะ ยังไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆออกมาค่ะ
ก็นอนได้อย่างเดียว ยังลุกไปไหนไม่ได้ แต่ขาดิชั้นนี่สิคะ หุบไม่ได้เลย 555 นอนถ่างขาอ้าซ่าเลย อิอิ
คือความจริงมันก็หุบได้นะคะ แต่ไม่อยากหุบ เพราะสิ่งที่หอหุ้มตรงนั้นนะสิ มันแน่นซะเหลือเกิน
คือตรงนั้นคุณหมอห่อเป็นแพ็คให้เลยค่ะ เอาผ้าขาว หรือสก็อตเทบผ้าก็ไม่ทราบได้ มาพันรอบๆที่แปลง
แน่นมากค่ะ พี่พยาบาลบอกว่า หมอเค้าพันเป็นบล็อคไว้ให้ มันจะได้สวยงามคงรูป
ชุดที่ใส่ตอนนั้นก็ใส่ชุดของโรงพยาบาลนะคะ ก็ใส่เสื้อของโรงพยาบาล
แต่กางเกงไม่ได้ใส่ค่ะ เพราะผ้าพันตรงนั้นไว้แน่น ก็เลยต้องปล่อยให้มันโปร่งๆ โล่งสบายๆ จะได้ไม่อึดอัด
แต่ก็มีผ้าห่มคลุมไว้ค่ะ เราจะได้ไม่โป๊มากมาย อิอิ
และมันก็มีสายออกมาจากตรงนั้น 2 สายค่ะ สายแรกคือ สายท่อปัสสาวะ และอีกสายคือ สายท่อเลือด
เราได้นอนสบายเลยค่ะ เหมือนปวดฉี่ตลอดเวลา แต่สบายค่ะ ไม่ต้องลุกเข้าห้องน้ำเอง
มันไหลลงถุงปัสสาวะหมดเลยค่ะ นอนอย่างเดียว สบ๊าย สบาย
ส่วนสายท่อเลือดเนี่ย มันถ่ายเทเลือดเสียออกมาค่ะ แต่ไม่มากค่ะ
สักพักก็มีช่อดอกไม้สวยงามจากคุณหมอสุพรมาค่ะ ดีใจมากๆ
พยาบาลเข็นดอกไม้มาให้ค่ะ พร้อมกับของพี่ๆที่ดิชั้นรู้จักอีก 2 ช่อ
รู้สึกดีใจมากเลยค่ะ ที่ยังมีคนเป็นห่วงเรา และแสดงความยินดีกับเรา
พี่พยาบาลก็แนะนำว่า ช่อนี้เป็นของใคร จากของใคร มารายงานให้เราทราบ เพราะเราลุกไม่ได้ค่ะ
ดิชั้นก็เลยบอกว่า ให้เอาวางไว้บนทีวีอีกที จะได้เห็นแล้วสบายใจ อิอิ
สักพักดิชั้นก็นอนหลับไปอีกรอบ...
ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ประมาณ 1-2 ทุ่มนี่แหละค่ะ ตื่นขึ้นมาก็หิวเลย 555
ก็แหม๋... ไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึง 2 ทุ่ม ก็เลยบอกเพื่อนว่า หิวค่ะ ขออาหารหน่อย
พอดีว่าเค้าเอาอาหารมาเสริฟทิ้งไว้ และดิชั้นยังไม่ได้ทาน เพื่อนก็เลยเอามาให้ดิชั้นทานค่ะ
ก็ทานๆไป มื้อแรกยังทานปกติค่ะ เค้าไม่ได้ห้าม ก็ทานไปค่ะ ก็มันหิว แต่ในใจอยากกินเกี๊ยวน้ำค่ะ
ก็เลยวานเพื่อนออกไปซื้อที่เขามาขายหน้า รพ. เพื่อนก็แสนดีค่ะ จัดให้ดิชั้น ก็ออกไปซื้อมาให้ทาน
เวลานี้ยังไม่มีอาการปวดแต่อย่างใดค่ะ ยังปกติดี ทีแรกนึกว่าจะเจ็บทรมานนะเนี่ย แต่ไม่เลยค่ะ
ก็ตื่นขึ้นมา ดูทีวีบ้าง คุยกะเพื่อนบ้าง ก็ไม่มีอะไรทำค่ะ อิ่มแล้วก็ง่วง ดิชั้นก็เลยนอนหลับต่อ
แต่บอกได้เลยค่ะว่า นอนหลับเนี่ย มันไม่ได้หลับสนิทหรอกค่ะ
ก็เพราะพี่พยาบาลแกเล่นเข้ามาวัดไข้และวัดความดัน ทุก 1 ชม.เลยค่ะ บ่อยมากๆ
พอกำลังจะเคลิ้มหลับ ก็มาอีกละ 555 แต่ก็ต้องทำค่ะ เผื่อเป็นอะไรขึ้นมา จะได้รักษาทัน
ตอนแรกดิชั้นก็คิดว่าคงไม่มีไข้หรอกนะคะ แต่มีครั้งนึง พี่พยาบาลบอกว่า วัดไข้แล้วอุณหภูมิสูง
ก็เลยเอายาลดไข้มาให้ทาน ส่วนเรื่องยาเนี่ย ไม่ต้องห่วงค่ะ ยามาทุก 4 ชั่วโมงอยู่แล้ว มาตลอดเลย
จะนอนหลับอยู่ยังไง ก็ต้องตื่นมาทานค่ะ แล้วหลับต่อ...
คืนแรกก็เริ่มปวดค่ะ ประมาณดึกๆหลังเที่ยงคืนไปแล้ว
ก็ไม่ได้ปวดมากกกกกกกกขนาดจนอยากขาดใจตายนะคะ
ตอนแรกก็ทานยาแก้ปวดตลอดค่ะ แต่มันก็ต้านทานไม่ได้เลย
จนต้องปลุกเรียกเพื่อนตื่นขึ้นมาตอนกลางคืน บอกเพื่อนว่า ทนไม่ไหวแล้ว
ไปบอกพยาบาลขอยาแก้ปวดแบบฉีดให้หน่อย ซึ่งตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่ามีหรือไม่มี
แต่ขอไว้ก่อน อยากได้แบบแก้ปวดทันใจเลย เพราะว่ามันปวดค่ะ
สักพักเพื่อนก็ไปถามให้ และก็เดินกลับเข้ามาบอกว่า เดี๋ยวพยาบาลเอามาฉีดให้
ตอนนี้ดิชั้นดีใจมากเลยค่ะ เพราะจะได้หายปวดสักที
สักพักพี่พยาบาลก็ถือเข็มเล็กๆ เข้ามาค่ะ ตอนแรกนึกว่าเค้าจะฉีดเข้าเส้นเลือดเราเลย
แต่ไม่ค่ะ เค้าฉีดเข้าสายน้ำเกลือเราต่างหาก มันก็ค่อยๆซึมเข้าร่างกายเราทีละนิดๆ
แล้วพี่พยาบาลก็บอกว่า ตัวนี้ฉีดให้ทุก 6 ชม.นะคะ ฉีดบ่อยๆ ไม่ได้ ซึ่งดิชั้นก็โอเคค่ะ
เวลาผ่านไปสักพัก ดิชั้นก็รู้สึกว่าเริ่มดีขึ้น หายปวดแล้วค่ะ ก็เลยนอนหลับสบายเลยทีนี้
แต่ยาทานก็ยังต้องมีทานทุก 4 ชม. เหมือนเดิมค่ะ และวัดไข้วัดความดันทุก 1 ชม. เลยค่ะ
ก็เลยทำให้ได้นอนไม่เต็มร้อย แต่ก็นอนทั้งวันทั้งคืนอ่ะค่ะ 555 เพราะลุกไปไหนไม่ได้
พอง่วงปุ๊บ ก็หลับอีกละ
จนตื่นเช้ามาอีกวันนึง เข้าเช้าวันที่ 24 มีนาคม
แล้วที่ตื่นเนี่ย เพราะคุณหมอสุพรเข้ามาตรวจดูเองเลยค่ะ คุณหมอเข้ามาเช้ามาก
แล้วก็ถามว่า เป็นไง สบายดีมั้ย ปวดมากมั้ย ดิชั้นก็ตอบไปตามความเป็นจริง
และคุณหมอก็บอกว่า ตอนผ่าตัดก็ไม่มีปัญหาอะไร และไม่เสียเลือดมาก หายห่วงได้
เห็นหมอสุพรคุยกับพยาบาลบอกว่า...
ยายังมีใช่ไหม ก็ฉีดให้น้องเค้าตลอดได้เลยนะ(คิดว่าคงเป็นยาแก้ปวดแบบฉีดค่ะ)
คุณหมอเข้ามาได้แป๊บเดียว แล้วก็ออกไปเลยค่ะ อิอิ
(อ้อ ที่แท้เค้าจัดยาแก้ปวดแบบฉีดเตรียมไว้ให้เราอยู่แล้วค่ะ แหะๆ เพิ่งรู้ตอนนี้นี่เอง)
และแล้วสักพัก ก็มีพี่ผู้หญิงจากคลินิกหมอสุพรเข้ามาค่ะ พี่เค้าบอกว่า คุณหมอเข้ามาได้แป๊บเดียวค่ะ
เพราะคนไข้คุณหมอมีทุกห้องเลย คุณหมอจะเข้ามาพบคนไข้ทุกเช้า และทุกคน ค่ะ
รู้สึกคุณหมอดูแลเอาใจใส่ดีค่ะ ปลื้มมากๆ ถึงจะมีเวลาแป๊บเดียว แต่ก็รู้สึกอุ่นใจค่ะ
และพี่ที่มาเค้าก็เอาอุปกรณ์มาให้ค่ะ เค้าบอกว่า เอาไว้ใช้ในวันที่ออกจาก รพ.
ก็มีทั้ง โมล ผ้าอนามัย ถุงยาง(เอาไว้ใส่แท่งโมลขณะโมล) น้ำยาล้าง สำลี ผ้าก็อต ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ฯลฯ
คือเยอะแยะมาก ที่พอจำได้ก็มีเท่าที่บอกนี่แหละค่ะ เค้าใส่มาให้เป็นกระเป๋าเลย ให้เราเอากลับบ้านได้เลยค่ะ
แล้วพี่เค้าก็ยังบอกอีกว่า พยายามนอนเปลี่ยนท่า อย่านอนท่าเดียว เดี๋ยวก้นจะเป็นแผลได้
เพราะนอนท่าเดียวเนี้ย น้ำหนักตัวมันจะลงไปอยู่ที่ก้นหมดค่ะ หากเราไม่เปลี่ยนท่าเลย มันจะปวดก้นและเป็นแผลได้ก
พยายามนอนตะแคงบ้าง สลับข้างบ้าง และที่สำคัญ ให้นอนหุบขาบ้าง อย่าถ่างมาก เดี๋ยวแผลจะฉีกได้
ก็โอเคค่ะ ดิชั้นก็พยายามเปลี่ยนท่าบ้าง เพราะท่าเดียวนั้นมันปวดเมื่อยจริงๆ ค่ะ
และพี่เค้าก็บอกว่า เดี๋ยวคุณหมอก็จะเข้ามาดูทุกวัน ไม่ต้องห่วง เข้ามาพบตลอด มีอะไรก็ถามคุณหมอได้เลย
พี่เค้าพูดจากันดีมากๆค่ะ
พูดถึงเรื่องเปลี่ยนท่านอนนี่ จริงค่ะ ต้องระวังก้นเป็นแผลจริงๆ
แค่วันที่ออกจากห้องผ้าตัดมาเนี่ย ดิชั้นไม่ได้เปลี่ยนท่าเลย เป็นเวลาหลายสิบชั่วโมงค่ะ
พอได้เปลี่ยนท่าแค่นั้นแหละ รู้สึกปวดที่ก้นเลยค่ะ
ส่วนตัวดิชั้นเคยหาข้อมูลมาบ้าง เคยได้ยินว่า ผู้ป่วยอัมพาตที่นอนอยู่บนเตียงเวลานานๆเนี่ย
ต้องมีการทำกายภาพบำบัดด้วย เปลี่ยนท่านอนให้บ้าง ไม่งั้นก้นเป็นแผลค่ะ เพราะมันถูกกดทับเป็นเวลานาน
เปลี่ยนท่าบ่อยๆ ก็ดีค่ะ อย่านอนท่าเดียวเป็นเวลานานๆ จะได้นอนสบายยยยย
เข้าเรื่องต่อเลยค่ะ...
สักพักก็มีอาหารมาเสริฟอีกแล้วค่ะ รอบนี้เป็นอาหารเช้า มีอาหารมาวันละ 3 มื้อค่ะ (เช้า เที่ยง เย็น)
แต่รอบนี้รู้สึกจะทานน้อยลง เพราะไม่ค่อยหิว และไม่ค่อยอยากทานอะไรมากมาย
ทานไปนิเดียว แล้วก็ไม่ทานต่ออีก เพราะไม่ค่อยหิว ก็เลยนอนดูทีวีค่ะ
พอดีช่วงนั้นเค้าเอาเรื่องฟลูเฮาส์มาฉายช่วงวัน จันทร์-ศุกร์ มั้งค่ะ เลยได้ดูทุกเช้าเลย
พอสายๆ ก็มีพยาบาลเข้ามาค่ะ เค้าจะมาเช็ดตัวให้เราค่ะ เพราะเราลุกไปอาบน้ำไม่ได้
เวลานี้พี่พยาบาลเข้ามาก็ดึงผ้าม่านบังไว้เลยค่ะ เพราะดิชั้นจะต้องแก้ผ้าให้เค้าเช็ดตัว 555
ก็บังเพื่อนไว้ค่ะ ไม่ให้เพื่อนดิชั้นมันเห็น เพื่อนก็เลยนอนดูทีวีไป แต่อากาศในห้องมันเย็นค่ะ
ดิชั้นเลยบอกให้พี่เค้าเบาแอร์ก่อน เพราะดิชั้นหนาวววววววว
และสักพักก็เริ่มบรรจงถอดเสื้อออกค่ะ ตอนนี้มันก็เหมือนแก้ผ้าดีๆนี่แหละ
เพียงแต่ตรงที่ผ่าตัดมันมีอะไรแพ็คไว้ เหมือนเราใส่แพมเพิสไว้ นั่นแหละค่ะ
เวลานี้ไม่มีอะไรจะอายแล้วค่ะ โทรมก็โทรม ตัวก็เหนียว พี่เค้าก็เลยจะเช็ดตัวให้ก็เลยยอม
ไม่มีอะไรอายแล้ว และพี่เค้าก็เช็ดตัวให้ ตะแคงซ้าย ขวา เพื่อให้เช็ดหลังได้ แป๊บเดียวเองค่ะ
แล้วก็ทาแป้งให้ทั่วตัวเลย ทาแป้งบนหน้า 555 ว่าไปเหมือนเด็กเลย ทำอะไรเองไม่ได้แล้ว อิอิ
และพี่เค้าก็เอาชุดใหม่มาใส่ให้ ใส่แค่เสื้อเหมือนเดิม แล้วก็เอาผ้าห่มผืนใหม่มาคลุมตรงผ่าตัดไว้เหมือนเดิม
และก็จัดท่านอนให้ดิชั้นใหม่ เอาหมอมารองขา รองคอ หลัง อยากนอนสบายยังไง ก็บอกพี่เค้าไปเลยค่ะ
ทีนี้ก็สบายตัวละ ดีใจ รู้สึกสดชื่นขึ้นมากกกก แต่ผมก็ยังเน่าเหมือนเดิม 555 เพราะไม่ได้สระ
เหม็นหัวตัวเองมาก แต่ก็ต้องทนค่ะ อิอิ สบายตัวก็พอแล้ว
ทีนี้ก็เริ่มว่าง คุยกะเพื่อนไปเรื่อย ดูทีวีบ้าง พอเบื่อก็เล่นเน็ตบ้างค่ะ พอไม่มีอะไรจำทำแล้วจริงๆ ก็จะนอนค่ะ
เพราะเราลุกไปไหนไม่ได้เลย ได้แต่นอน และเปลี่ยนท่า พอหิวน้ำก็เรียกเพื่อนเอาน้ำในตู้เย็นมาให้ทานค่ะ
บางทีก็เกรงใจเพื่อน ก็เลยบอกให้เพื่อนเอาขวดน้ำมาวางให้หัวนอนให้เลยค่ะ จะได้ไม่ต้องลุกเอามาให้บ่อยๆ
แล้วก็ตื่นบ้าง สลับนอนไปเรื่อยบ้างค่ะ มียาทานตลอดทั้งหลังอาหาร และทุก 4 ชม.
พอเริ่มปวด ก็ขอยาแก้ปวดแบบฉีดอีกค่ะ กดกริ่งเรียกได้เลย พี่พยาบาลก็เดินมาถามว่าต้องการอะไร
ก็ให้บอกไปได้เลยค่ะว่า ขอยาแก้ปวดแบบฉีดหน่อย แล้วพี่เค้าก็จะไปเอามาฉีดเข้าสายน้ำเกลือให้ค่ะ
ความรู้สึกส่วนตัวเนี่ย ดิชั้นว่ามันปวดไม่ได้มากมายอะไรนะคะ สำหรับดิชั้นรู้สึกมันไม่ได้ทรมานมาก
แต่พอมันปวด ก็เรียกขอยาแก้ปวดได้ตลอดเวลา (ซึ่งก่อนแปลง ดิชั้นคิดว่ามันคงทรมานมากกว่านี้)
พอรู้อย่างนี้ ดิชั้นเลยสบายใจได้ค่ะ ว่าคงไม่ทรมานมาก ก็คงเหมือนผ่าตัดทั่วๆไปค่ะ ที่ต้องมีเจ็บแผลอยู่บ้าง
ใครที่กลัวการแปลงเพศเนี่ย ดิชั้นว่า หลังแปลงไม่ต้องกลัวอะไรเลยนะคะ
ส่วนตัวดิชั้น ไม่คิดว่ามันน่ากลัวและเจ็บปวดทรมานมากมายเหมือนก่อนแปลงเลย
กลับรู้สึกดีใจและสบายใจมากเสียอีก ที่ได้มีร่างกายเป็น ญ แล้วสักที
เจ็บมันก็เจ็บอยู่แล้วล่ะ เจ็บเหมือนผ่าตัดทั่วๆไปนั่นแหละ ไม่ได้มากมายอะไร
ยาแก้ปวดก็มี ขอได้ตลอดเวลา แล้วพยาบาลจะมาฉีดเข้าสายน้ำเกลือให้ค่ะ
อ้อ... บอกเรื่องน้ำเกลือนิดนึงค่ะ ดิชั้นถามพยาบาลตั้งแต่ตอนให้น้ำเกลือวันแรกแล้วว่า
มันจะบวมน้ำเกลือรึป่าว เห็นเค้าบอกว่ามันจะบวมน้ำเกลือได้ด้วย ซึ่งดิชั้นกลัวมาก กลัวอ้วน
แล้วพี่พยาบาลก็ให้คำตอบว่า... ที่เค้าว่าบวมๆกันหน่ะ เพราะเค้าฉีดให้นอกเส้น(เลือด)
หากฉีดเข้าเส้น(เลือด) มันจะไม่บวม ดิชั้นก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงประการใดนะคะ
ส่วนตัวดิชั้นตอนพักฟื้น ได้รับน้ำเกลือเยอะมากๆ แต่ก็ไม่เห็นบวมแต่อย่างใดเลย
ก็เลยจะบอกว่า เรื่องบวมน้ำเกลือไม่ต้องห่วงค่ะ มันไม่มีบวมอยู่แล้ววว...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
when i was young
like a boy
จัดให้เต็มๆ
มองไรนักหนา ไม่เคยเห็นคนน่ารักไง คนไรก็ไม่รู้