ขอน้อมอาลัย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

เว็บนี้สามารถใช้งานได้ตามปกติแล้ว



ร่วมเติมเต็มทุกหัวใจของคนที่มีรักได้ที่นี่

แล้วคุณจะรู้ว่า
ปรารถนาจะเป็นผู้สั่งการ
หัวใจคือผู้เร่งเร้าให้รุ่มร้อน
เรือนกายคือผู้ปฏิบัติตามปรารถนา
ทุกสิ่งจะเป็นไปตามครรลองของมันเองทุกประการ

ที่นี่จะรวมบทวิจารณ์ รวมถึงข่าวสารสาระที่เป็นประโยชน์ต่างๆไว้
โดยเฉพาะที่มาจากความคิดเห็นของผู้แต่งเอง
ทั้งนี้ผู้แต่งจะไม่ขอรับผิดชอบใดๆ อันเกิดจากการนำข้อความดังกล่าวที่ปรากฏในบล็อกไปใช้อย่างไม่เหมาะสม
เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น ติชม กันเยอะๆนะคะ
ขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ


ด้วยความปราถนาดี

R-ka



ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าชมได้อีกบล็อกนึง คือ

http://www.rka-state.vox.com/


Mariah Carey - Bye Bye

lay on my high-heels

lay on my high-heels
งานบายเนียรปี2008 ค่ะ

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2550

แหวะ... สำหรับคนที่ชอบทำทรีทเมน(หวังว่าเขียนถูกนะ) ก่อนจะใช้บริการ ลองถามร้านก่อนดีไหมว่า วัตถุดิบที่ใช้ เขาเอามาจากไหน?


สำหรับคนที่ชอบทำทรีทเมน(หวังว่าเขียนถูกนะ) ก่อนจะใช้บริการ ลองถามร้านก่อนดีไหมว่า วัตถุดิบที่ใช้ เขาเอามาจากไหน?เพราะที่ร้านเสริมสวยขึ้นชื่อแห่งหนึ่ง คิดค่าบริการประมาณ 6,000 บาท ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ผลออกมา ผมสวยปิ๊งเลยท่าน แต่ท่านรู้หรือไม่ว่า น้ำยาที่ใช้ทำทรีทเมนนั้นนะ คืออะไร?
คำตอบของของเหลวสีใสนั้นก็คือ... "อสุจิของวัว" ท่านอ่านไม่ผิดหรอกครับ มันคือ อสุจิของวัวจริงๆ! ทุกๆท่านคงทราบกันดีแล้วนะครับว่า น้ำอสุจินั้น มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์มาก เนื่องจากต้องใช้เลี้ยงตัวอสุจิ สิ่งมีชีวิตสุดสำคัญของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก ดังนั้น เหล่าคนหัวใสจึงใช้น้ำอสุจินั้นแหละ มาทำประโยชน์ให้มันมากกว่าใช้สร้างลูกสร้างหลาน ซึ่งหนึ่งในนั้นและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นั้นก็คือ เครื่องสำอางนั้นเอง ไม่ต้องใช้สูตรชาเขียว สูตรไข่มุกแล้ว ใช้นี้แหละเห็นผลดีกว่าเยอะ เพราะการแพทย์พิสูจน์ได้ว่าในน้ำนั้นมีสารพัดสารที่มีประโยชน์มากมายขนาดไหน ใครอยากลองก็ลองไปใช้บริการดูละกันนะฮะ
ปล.อีกนิด ไม่ต้องห่วงเรื่องกลิ่นหรืออะไรก็แล้วแต่นะฮะ เพราะเขาไม่ได้ใช้ "ของสด" หรอก เขาจะเอาน้ำอสุจิของวัวไปผ่านกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ สกัดเอาเฉพาะสารที่มีประโยชน์แล้ว สาวๆใช้ได้อย่างสบายใจได้ฮะ
มนุษย์เรานี้ก็ช่างคิดอะไรแปลกๆจัง เพื่อความสวยความงามถึงกลับสามารถหาวัตถุดิบเสริมความงามสารพัดแบบเลยนะ

อย.เตือนระวัง!เครื่องสำอางรกเด็ก


อย.เตือนระวัง!เครื่องสำอางรกเด็ก เรื่องความสวยความงามเป็นสิ่งที่ผู้หญิ่งทุกคนไขว่คว้าและต้องการ โดยการใช้เครื่องสำอาง และยาบำรุงต่างๆ แต่จะมีใครรู้บ้างว่าในเครื่องสำอางมีส่วนผสมของอะไรบ้าง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ออกมาเตือน หญิงไทยที่นิยมใช้เครื่องสำอางให้ระวัง เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบหรือสกัดจากเซลล์และอวัยวะของคน ซึ่งมีสรรพคุณกล่าวอ้างว่าช่วยฟื้นฟูให้ผิวหน้าเนียนอ่อนเยาว์ แต่แฝงไปด้วยโรคที่ตามมาอย่างมากมาย เภสัชกรวัฒนา อัครเอกฒาลิน ผู้อำนวยการ สำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบผลิตภัณฑ์บำรุงผิวยี่ห้อหนึ่งที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ที่อ้างว่าเป็นสเตมเซลล์ที่สกัดจากรกเด็กทารก ช่วยฟื้นฟูผิวหน้าให้เนียนใสอ่อนเยาว์ขึ้น หลังได้รับการร้องเรียนว่ามีการจำหน่ายและโฆษณาในประเทศอย่างครึกโครม ทั้งการขายตรงและขายผ่านอินเทอร์เน็ต โดยได้แจ้งให้ทางบริษัทผู้ผลิตและนำเข้าผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ยืนยันว่ารกที่ใช้สกัดเป็นรกจากสัตว์หรือรกเด็ก ทั้งนี้ หากใช้รกสัตว์ก็จะมีความผิดเข้าข่ายโฆษณาหลอกลวง โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้ายืนยันว่าใช้รกเด็กจริงต่อไปก็จะต้องยุติการนำเข้า เนื่องจาก อย.กำลังจะเสนอให้ออกประกาศกระทรวง ห้ามใช้ครื่องสำอางที่มีส่วนผสม หรือสกัดจากเซลล์ สเตมเซลล์ หรืออวัยวะของมนุษย์ คาดว่าจะออกประกาศได้ปลายเดือนนี้ ทั้งนี้ทางสหภาพยุโรป (อียู) มีผลการศึกษาว่าไม่ปลอดภัย และห้ามใช้แล้ว เพราะอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนมากับรกหรือฮอร์โมนได้ ด้าน นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์อเมริกันบอร์ดสาขาโรคผิวหนัง อดีตนักวิจัยสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า สารสกัดจากรกคนและสัตว์ในเครื่องสำอางไม่ใช่สารหลัก เป็นแค่สารเสริมเล็กน้อย และไม่สามารถถูกดูดซึมผ่านผิวหนังได้ เพราะเป็นโปรตีนที่มีโมเลกุลใหญ่ อีกทั้งยังไม่มีรายงานวิจัยใดๆ รองรับ โดยเฉพาะรกแกะ และวัวที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจติดเชื้อโรควัวบ้าและแกะบ้า ทำให้สติปัญญาเสื่อม เสียชีวิตในที่สุดได้ ส่วนรกจากคนก็มีโอกาสติดเชื้อร้ายอย่างไวรัสเอชไอวีหรือเอดส์ ไวรัสตับอักเสบได้ ถ้ากระบวนการสกัดไม่ได้มาตรฐาน หรือรกมีการติดเชื้อมา ทั้งนี้มีข้อแนะนำว่าการดูแลผิวให้มีสุขภาพดีและปลอดภัยที่สุดควรทำด้วยตัวเอง ที่สำคัญคือ หลีกเลี่ยงการถูกแดดจัด พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากประหยัดแล้วยังไม่เสี่ยงต่อโรคภัยต่างๆ ด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550

Dragons of The Deep


นับเป็นเวลานานมาแล้ว.. ที่มนุษย์มีความเคลือบแคลง-สงสัย..เกี่ยวกับสัตว์ทะเลที่มีชื่อว่า "มังกรทะเลลึก" (Dragons of The Deep) มีนิยายเก่าแก่..ที่บรรยายถึงมังกรทะเลกล่าวไว้ว่า "มังกรทะเล..มีลำตัวยาวคล้ายงู..หัวเหมือนม้า .มีขนคอสีแดงดุจเปลวเพลิง" ชาวประมง..เคยพบสัตว์ประหลาดชนิดนี้ .. ขณะที่แล่นเรือหาปลาอยู่ในทะเล ปัญหาของปลาลึกลับ..ดังกล่าวนี้ นักวิทยาศาสตร์..ได้ทำการค้นคว้าหาความจริง ในที่สุด..ก็พบความจริงว่า "มังกรทะเลลึก" ที่กล่าวถึงนั้น ที่แท้แล้ว..ก็คือ . ปลาประหลาดชนิดหนึ่ง.ที่เรียกว่า ..ปลาใบพาย .หรือ..ปลาริบบิ้น..นั่นเอง บางทีก็เรียกว่า ..ปลาออร์ (OAR FISH) ปลาชนิดนี้..มีขากรรไกรยาว.. หน้าผากโหนกคล้ายม้า .ตาโต คลีบบนหลัง..ยื่นออกมายาวเลยหัว .. มีคลีบพิเศษ..ยื่นออกมาทั้งสองข้างของส่วนหัว..คล้ายใบพาย และมีลำตัวแบน . ปลาประหลาดชนิดนี้..หาดูได้ยากที่สุดในโลก เพราะมันอยู่ในความลึกของท้องทะเล..ถึง 3,000 ฟุต และเคยพบตัวใหญ่ที่สุด..มีความยาวถึง 200 ฟุต แม้ว่า..สัตว์ประหลาดชนิดนี้...จะมีขนาดใหญ่โตอย่างไร แต่ก็ไม่เป็นพิษ..เป็นภัย..กับมนุษย์ เพราะมันไม่มีเขี้ยวเล็บอะไร.. และเป็นสัตว์โลกที่แสนสวย..น่าดูมาก

ภาพนี้..หลายคนเชื่อว่าเป็น..พญานาค แต่จริงๆ..มันก็คือ..เจ้าปลาไหล..หรือ..มังกรทะเลลึก ส่วนใหญ่...ก็จะพบในสภาพที่ตายแล้ว เพราะเมื่อมันพัดหลงมาน้ำตื่นเมื่อไหร่ .มันก็จะตายทันที

นี่ก็เป็นอีกตัว-ที่เจอ ... แต่เล็กกว่าตัวข้างบน .สภาพสมบูรณ์กว่าด้วย แต่อย่าไปคิดว่า..เป็นลูกพญานาคอีกนะ เพราะถ้าเป็นพญานาคจริงๆ... คงไม่ให้เราจับได้ง่ายแบบนี้แน่..คุณว่ามั๊ย?

ปลาโมลา โมล่า

Ocean Sunfish Family: Molidae (Molas or Ocean Sunfishes) Order: Tetraodontiformes (Puffers, Triggers, and Filefishes) FishBase: Ocean Sunfish Max Size: +4 meters, +2,300 kg Environment: Pelagic; Oceanodromous Depth Range: 3-480 meter Fisheries: Minor Commercial
เราจะพาท่านไปรู้จักกับปลาชนิดหนึ่ง ที่มีรูปร่างประหลาด ที่ว่าประหลาดนี้ก็คือรูปร่างไม่เหมือนปลาทั่วไปที่พวกเราคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่ มันคือ ปลาซันฟิช หรือปลาโอเชี่ยนนิคซันฟิช หรือ ปลาเฮดฟิช หรือ ปลามูนฟิช หรือถ้าจะเรียกเป็นภาษาไทย ก็จะเรียกได้ว่า ปลาแสงอาทิตย์ แล้วก็อีกอย่าง ถ้่าจะเรียกว่าปลาซันพิช ก็ควรจะเรียกชื่อเต็มๆ ว่าปลาโอเชี่ยนซันฟิช เพราะในโลกนี้มีปลาซันฟิชหลายประเภท ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ในส่วนของนักดำน้ำ ก็จะเรียกกันอย่างคุ้นปากว่า ปลาโมลา โมล่า
ปลาชนิดนี้มีเรื่องราวน่าสนใจพอสมควร มันจัดอยู่ในกลุ่มปลากระดูกแข็ง ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (ปลาฉลามวาฬ จัดว่าเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่มันเป็นปลาทีี่่จัดอยู่ในกลุ่มปลากระดูกอ่อน) มันสามารถมีความยาวถึง 4 เมตร และหนักกว่า 2,300 กิโลกรัม หรือ 2 ตันกว่าทีเดียว มันอยู่ในวงศ์ Molidae ซึ่งนับเป็นญาติกับกลุ่มปลาปักเป้า (Puffer Fish)และก็เกี่ยวดองกับ ปลาวัว (Trigger Fish) อีกด้วย



ปลาโมลา โมล่า เป็นปลาที่มีปริมาณที่ไม่มากนัก ถึงแม้มันจะวางไข่ได้คราวละ 300 ล้านฟองก็ตาม แต่ปริมาณการรอดชีวิตนั้นน้อยมาก เนื่องจากมันเป็นปลาที่ตัวใหญ่และเคลื่่อนไหวได้เชื่องช้า เมื่อเปรียบเทียบกับปลาอื่นๆ จึงตกเป็นอาหารของสัตว์น้ำอื่นๆ เสียหมด สายพันธุ์ของปลาโมลา โมล่าที่พบเห็นมีด้วยกันอยู่ 5 สายพันธุ์ด้วยกัน ถึงแม้ว่าไม่มีปลาชนิดนี้ในบ้านเราแต่ก็มีปลาที่ถูกสต๊าฟไว้ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำบางแห่ง ซึ่งได้ตัวอย่างของปลาชนิดนี้มาจากชาวประมงที่ออกไปจับปลาในน่านน้ำเพื่อนบ้าน เช่นในประเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ซึ่งใน 2 ประเทศนี้มีปลาชนิดนี้อยู่มากพอสมควร

ปลาโมลา โมล่าที่พบเห็นบ่อยที่สุด และพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด จะเป็นสายพันธุ์ที่เรียกว่า โอเชี่ยนซันฟิช ส่วนตัวที่เป็นสายพันธุ์อื่นๆ ก็มีชื่อเรียกต่างไป เ่ช่น ชาร์ปเทล โมล่า หรือ สเลนเดอร์ โมล่า เป็นต้น มันเป็นปลาที่มีรูปร่างแปลกประหลาดอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น รูปร่างมันเหมือนกับถูกตัดขาดครึ่งตัว ไม่มีส่วนหาง (เป็นที่ีมาของชื่อ เฮดฟิช) ลำตัวที่แบนกว้าง ผิวหนังที่ไม่มีเกล็ด แผ่นหนังที่ว่านี้มีความหนากว่า 15 มิลลิเมตร เหนียว และยืดหยุ่น ส่วนครีบท้องและครีบหลัง ยื่นยาวออกไปมาก มันใช้โปกไปทางซ้ายและขวาในการว่ายน้ำ ครีบหูกลม ปากค่อนข้างเล็ก มีฟันแบบเดียวกับปลานกแก้ว หรือปลาปักเป้า ส่วนของสมองถือได้ว่าเล็กมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของตัว กล่าวคือมัีนมีขนาดเท่าหัวแม่มือเท่านั้นเอง

เมื่อยังเป็นลูกปลา มันมีขนาดเล็กมากประมาณ 2-3 มม. เท่านั้นเอง มีหนามแหลมเหมือนปลาปักเป้าอยู่ 4-5 อัน และจะหายไปหมดเมื่อโตขึ้น มันเป็นปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลเปิด แต่ก็บพว่าเข้ามาหากินใกล้ฝั่งในบางครั้ง มักจะพบเห็นว่ามันว่ายน้ำช้าๆ ตามกระแสน้ำ บางช่วงจะอยู่ใกล้ผิวน้ำ จนครีบหลังโผล่เหนือผิวน้ำ เหมือนปลาฉลาม มันเป็นปลาทีีี่มีพยาธิ หรือปาราสิต ค่อนข้างมากที่บริเวณผิวหนัง มันจึงชอบว่ายไปตามกอสาหร่ายลอยน้ำ เพื่อให้ปลาพยาบาลช่วยตอดกินพยาธิ รวมทั้งมันชอบที่จะพลิกตัวลอยด้านข้างเพื่อให้พวกนกมากจิกกินปาราสิต ซึ่งการที่ัีมันชอบลอยตัวอาบแดดที่ผิวน้ำ จึงทำให้พวกเราเรียกมันว่า ปลาซันฟิช
แม้ว่ามันจะอยู่ใกล้ผิวน้ำค่อนข้างบ่อย แต่ก็พบว่ามันสามารถลงไปที่ความลึกกว่า 400 เมตรก็มี และที่แปลกก็คือ มันสามารถกระโดดขึ้นเหนือน้ำ สูงเป็นสิบฟุตเชียว มันเป็นปลาที่ีหากินลำพังว่ายน้ำไปเรื่อยๆ แต่บางครั้งจะพบพวกมัน อยู่รวมกันเป็นฝูงนับสิบตัวในบางท้องถิ่น อาหารของปลาโมลา โมล่า ก็คือพวกกุ้ง ปลาหมึก และปลาขนาดเล็ก นอกจากนี้ มันยังชอบกินแมงกะพรุนเป็นหลักอีกด้วย มันเป็นปลาที่ไม่นิยมเอามาบริโภค เนื่องจากเนื้อที่เหนียว ไม่อร่อย ที่สำคัญที่สุดก็คือมีรายงานว่าเนื้อของมันมีพิษ เช่นเดียวกับ ปลาปักเป้า
พฤติกรรมการกินอาหารของมันก็ไม่เหมือนใคร ด้วยเหตุที่ปากของมันค่อนข้างเล็ก มันจะใช้ปากกัดเหยื่อให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วพ่นออกมาก่อนที่จะดูดเข้าปากไปใหม่ มันสามารถอมน้ำแล้วพ่นออกมาอย่างแรงแบบเครื่องยนต์เจ็ท เพื่อเปลี่ยนทิศทางว่ายน้ำ และใช้วิธีเดียวกันพ่นน้ำลงบนพื้นทราย เพื่อหาอาหารจำพวกสัตว์มีเปลือก ที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นทราย ถึงแม้ว่าปลาโมลา โมล่า จะมีผิวหนังที่หนามากเพื่อป้องกันตนเอง แต่มันก็มีศัตรูอยู่มากพอสมควร ตอนที่มีเป็นเบบี๋ จะถูกกินโดยปลาที่ใหญ่กว่า และเมื่อโตขึ้น ก็จะถูกโจมตีจากปลาวาฬเพชฌฆาต แมวน้ำ หรือสิงโตทะเล แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ มนุษย์อย่างพวกเราที่แหละที่วางข่าย หรืออวน ถุงพลาสติกก็เป็นวัตถุอันตรายที่มันคิดว่าเป็นแมงกะพรุน ซึ่งเป็นอาหารของมัน
มีองค์กรวิทยาศาสตร์ทางทะเลหลายต่อหลายองค์กรด้วยกันที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับปลาชนิดนี้ โดยการจับมันขึ้นมาและก็ติดเครื่องหมายที่ตัวปลา และทำการติดตามด้วยดาวเทียมเพื่อศึกษาพฤติกรรม การดำรงชีวิตของมัน ซึ่งทำให้เราได้รู้นิสัย และพฤติกรรมของปลาโมลา โมล่ามากขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อการล่า แต่เพื่อการอนุรักษ์ เนื่องจากจำนวนปลาโมลา โมล่า ได้ลดน้อยถอยลงไปมาก ปลาโมลา โมล่า เป็นปลาที่น่้าสนใจ และศึกษาพฤติกรรมของมันเป็นอย่างยิ่ง แต่ทั้งนี้ไม่มีในบ้านเราอย่างแน่นอนเนื่องจากเป็นปลาที่ชอบกระแสน้ำเย็น มันชอบอาศัยอยู่ในบริเวณ รอยต่อของน้ำอุ่นและน้ำเย็น เพื่อที่เวลาหาอาหารมันสามารถที่จะเข้ามาหาอาหารในบริเวณน้ำอุ่นได้ และก็กลับไปใช้ชีวิตในแถบน้ำเย็นได้ ถ้าเราต้องการที่เจอปลาชนิดนี้ก็คงต้องไปดำน้ำกันแถวบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย หรือประเทศพิลิปปินส์โน่น
ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะมีโอกาสได้เจอเจ้าโมลาโมล่าในการดำน้ำที่บาหลีในปี 2007 • August 9th - August 17th • August 24th - September 1st • September 7th - September 15th • September 23rd - October 1st • October 7th - October 15th • October 22nd - October 30th

แมงกะพรุนน้ำจืด ... ดูไม่จืดหากไม่ใส่ใจ








พูดถึง “แมงกะพรุน” เชื่อว่าคงเป็นที่รู้จักกันดี หลายคนพอเห็นแมงกะพรุนแล้วเกิดความรู้สึกอยากสัมผัส อยากลูบไล้ในผิวเป็นวุ้นของมัน ส่วนบางคนพอเห็นแมงกะพรุนก็เกิดความรู้สึกขยะแขยงในผิวที่เป็นวุ้นเลื่อมพราย ในขณะที่ใครอีกหลายคนพอเห็นแมงกะพรุนต่างก็เกิดความรู้สึกอยากกิน ทั้งแมงกะพรุนในเย็นตาโฟ ยำแมงกระกรุน หรือแมงกะพรุนในน้ำสุกี้ ... หากพูดถึงแมงกะพรุน สำหรับหลายๆคนต่างก็คิดและเข้าใจว่า แมงกะพรุนในโลกนี้พบได้เฉพาะน้ำทะเลเท่านั้น ซึ่งความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะโลกนี้ยังมีแมงกะพรุนน้ำจืดอยู่ด้วยเช่นกัน แต่ว่าก็เป็นปริมาณที่น้อยมาก ... ในปัจจุบันมีรายงานการค้นพบแมงกะพรุนน้ำจืด ใน 6 ประเทศ คือ อเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น อังกฤษ รัสเซีย โดยประเทศไทยค้นพบแมงกะพรุนน้ำจืดเป็นอันดับที่ 6




แมงกะพรุนน้ำจืด ..... มีขนาดเล็กเมื่ออยู่ในน้ำต้องสังเกตให้ดี สำหรับสถานที่พบแมงกะพรุนน้ำจืดของเมืองไทยก็อยู่ที่ ลำน้ำเข็กในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง โดยจุดที่พบแมงกะพรุนน้ำจืด นั้นก็อยู่ที่ แก่งบางระจัน แก่งสอง แก่งสาม แก่งวังน้ำเย็น และล่าสุดพบที่เข็กสามงา ในบริเวณลำน้ำเดียวกัน ... “จริงๆแล้วแมงกะพรุนน้ำจืดที่แก่งแถวนี้มันมีมานานแล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีใครสังเกต พอดีวันนั้นช่วงประมาณบ่ายๆ ในเดือนเมษาเมื่อปี 44 ผมไปนั่งสมาธิที่แก่งบางระจัน จังหวะที่ใช้สมาธิเพ่งมองในแม่น้ำ เห็นตัวอะไรใสๆ เหมือนวุ้นลอยฟ่องขึ้น ในช่วงโขดหินเต็มไปหมด ผมจึงเดินลงไปเอามือช้อนขึ้นมาดู แล้วก็พบว่ามันเหมือนแมงกะพรุนในทะเล แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก เล็กประมาณเหรียญสิบ” เกรียงไกร สมนรินทร์ หรือจ่าเกรียงไกร ..... ประธานกลุ่มชุมชนคนรักป่าหนองแม่นา-ทานตะวัน เล่าความหลังในวันที่พบแมงกะพรุนน้ำจืดโดยบังเอิญให้ฟัง ก่อนที่จะเล่าเพิ่มว่า เมื่อพบเจ้าตัวใสๆ ก็ได้นำกล้องส่องเพชรมาส่องดู ก็มั่นใจว่าน่าจะเป็นแมงกะพรุน แต่ก็สงสัยว่าทำไมมันถึงมาอยู่ในน้ำจืดได้ ... “ผมจึงนำกลับไปเลี้ยงและศึกษาถึงวิถีชีวิตแมงกะพรุนน้ำจืดอยู่สักพัก ก่อนที่จะไปบอกทีวีให้มาถ่ายทำเรื่องแมงกะพรุนน้ำจืด หลังจากนั้นก็มีสื่ออื่นๆ เข้ามาทำสารคดีบ้าง” จ่าเกรียงไกร เล่า ...
เมื่อชื่อเสียงของแมงกะพรุนน้ำจืดเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ก็ได้ส่งทีมงานเข้ามาสำรวจ ซึ่งก็พอสรุปได้ว่า แมงกะพรุนน้ำจืดที่พบ ไม่ใช่แมงกะพรุนที่แท้จริงเหมือนแมงกะพรุนที่อาศัยอยู่ในทะเล แต่เป็นแมงกะพรุนน้ำจืดที่เรียกว่า Freshwater jellyfish โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Crasapedacusta sowerbii (หรือบางทีก็เขียน Crasapedacusta sowerbyi ) สำหรับแมงกะพรุนชนิดนี้ เป็นสัตว์ที่มีความต้องการทางนิเวศวิทยาแคบมาก คือจะอยู่อาศัยได้ในน้ำนิ่ง ที่มีความสะอาด มีอาหาร มีอุณหภูมิ และสภาพกรด-ด่าง ที่เหมาะสมเท่านั้น ... โดยแมงกะพรุนน้ำจืด จะมีโครงสร้างที่เรียกว่า “velum” ซึ่งจะมีเปลือกใส รูปร่างคล้ายระฆัง มีส่วนที่ยื่นออกมาจากขอบที่เป็นวงกลม หรือวงแหวนขอบรูประฆัง
รูปร่างเหมือนแมงกะพรุนทะเล ..... เพียงแต่ว่ามีขนาดเล็ดประมาณเหรียญ 10 บาท เหตุที่แมงกะพรุนน้ำจืดที่ลำน้ำเข็ก ต่างจากแมงกะพรุนจริงในทะเลก็เนื่องจากว่า แมงกะพรุนชนิดนี้จะมีอวัยวะที่เรียกว่า ที่เรียกว่า “manubrium” ซึ่งเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนปลายของปาก แล้วยืดลงไปตามโพรงภายใน velumที่เป็นลักษณะที่ต่างจากแมงกะพรุนทั่วไป ... ในส่วนชีวิตความเป็นอยู่ของแมงกะพรุนน้ำจืด ก็จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือโคโลนี และชอบอาศัยอยู่ตามรากพืชน้ำ ก้อนหิน หรือตอไม้ใต้ผิวน้ำ เมื่อแมงกะพรุนน้ำจืดที่เจริญเต็มที่จะมีขนาด ประมาณ 25 เซนติเมตร รูปร่างคล้ายร่ม มีหนวดยาวๆอยู่รอบๆ วงแหวน ซึ่งหนวดนี้จะมีเข็มพิษอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ในการจับเหยื่อ ที่เป็นแพลงค์ตอน ... สำหรับแมงกะพรุนน้ำจืดที่พบในลำน้ำเข็ก แห่งอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ยังยืนยันไม่ได้ว่าเป็นสายพันธุ์ไหน ใช่สายพันธุ์เดียวกับต่างประเทศหรือเปล่า เนื่องจากในเมืองไทย ยังไม่มีนักวิชาการยืนยันอย่างเป็นทางการ ...
แต่ทั้งนี้ก็ยังมีผู้ที่พยายามจะค้นคว้าวิจัยเรื่องราวของแมงกะพรุนน้ำจืด อย่างจริงจัง โดยหนึ่งในนั้นก็คือ อาจารย์ชนะศักดิ์ เทอดผดุงชัย แห่งโรงเรียนเทศบาล 3 ชาญวิทยา ต.ในเมือง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ ที่ได้ร่วมกับลูกศิษย์ทำวิจัยในเรื่องนี้ ... “ผมสนใจเรื่องแมงกะพรุนน้ำจืดเป็นการส่วนตัว และเมื่อได้ทราบข่าวจากทีวี ก็พยายามค้นหาข้อมูล และก็บังเอิญว่าผมสอนคอมพิวเตอร์และมีวิชาสอนทำเว็บไซต์ ซึ่งก็มีลูกศิษย์ของผมส่วนหนึ่งสนใจทำเรื่องแมงกะพรุนน้ำจืดที่แก่งในลำน้ำเข็ก” อ.ชนะศักดิ์ กล่าว ... ด้าน ด.ช. รักสกุล หินสูงเนิน แห่งโรงเรียนเทศบาล 3 ชาญวิทยา ผู้ที่ร่วมทำเว็บไซต์ เรื่องแมงกะพรุนน้ำจืด http://www14.brinkster.com/fwjellyfish ก็ได้เล่าว่า หลังจากที่ตนทราบข่าวแมงกะพรุนน้ำจืด ก็เกิดความสนใจเนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องแปลก และน่าศึกษาค้นคว้า ประกอบกับช่วงนั้นกระทรวงศึกษาฯ ได้ประกวดการทำเว็บไซด์ ตนกับเพื่อนจึงได้นำโครงการนี้ไปเสนออาจารย์ ชนะศักดิ์ ซึ่งอาจารย์ก็เห็นชอบพร้อมยังมาเป็นที่ปรึกษาให้ด้วย
แก่งวังน้ำเย็น 1 ในสถานที่พบแมงกะพรุนน้ำจืด ..... ส่วนด.ช.วรชัย ศรีเมือง อีกหนึ่งในผู้ร่วมทำเรื่องแมงกะพรุนน้ำจืดกับ ด.ช.รักสกุล ก็ได้กล่าวว่า ช่วงระยะแรกได้ทีมงานได้พยายามสืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างประเทศ โดยได้ข้อมูลส่วนหนึ่งจากผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ตนก็ยังได้รับข้อมูลจากหัวหน้าสถานีประมงจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่นำแมงกะพรุนที่พบมาทดลองเพาะเลี้ยงไว้ รวมถึงการไปลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งก็ทำให้ทราบว่าแมงกะพรุนน้ำจืดจะอยู่ได้ในระบบนิเวศที่สมบูรณ์เท่านั้น ... และด้วยความแปลก ความน่าสนใจ รวมถึงการที่แมงกะพรุนน้ำจืดนั้นหาดูตามแหล่งน้ำธรรมชาติไม่ได้ง่ายๆ ด้วยตาเปล่า เนื่องจากแมงกะพรุนน้ำจืดจะมีช่วงเวลาว่ายอยู่เหนือน้ำเพียงระยะเวลาสั้นในหนึ่งปี ด้วยเหตุนี้ ทางกลุ่มชุมชนคนรักป่าหนองแม่นา-ทานตะวัน จึงได้ร่วมมือกับอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง โดยมีสกว.ให้การสนับสนุน ได้จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ศึกษาวิถีชีวิตแมงกะพรุนน้ำจืด ตามแก่งต่างๆที่มีแมงกะพรุนน้ำจืดในลำน้ำเข็กขึ้น
เกรียงไกร สมนรินทร์ ..... ผู้พบแมงกะพรุนน้ำจืดโดยบังเอิญ “แมงกะพรุนจะว่ายขึ้นมาบนผิวน้ำเป็นกลุ่มใหญ่ให้เราเห็นก็ในช่วงบ่าย 2 โมง ถึงบ่าย 3 โมง ของทุกฤดูร้อนประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ซึ่งทางกลุ่มก็ได้จัดกิจกรรมพายเรือล่องน้ำเข็กไปดูแมงกะพรุนน้ำจืด พร้อมกับดูนกและผีเสื้อนานาพันธุ์ รวมถึงดูสัตว์แปลกอีกชนิดหนึ่งก็คือ หอยตูดตัด ซึ่งที่ผ่านมาหลังตั้งกลุ่มประมาณ 2 ปี ก็มีนักท่องเที่ยวสนใจมาเที่ยวกันพอสมควร แต่ก็มีบางครั้งที่นักท่องเที่ยวมาไม่เจอแมงกะพรุนน้ำจืดผมก็จะพาไปชมที่ ผมนำมาเลี้ยงไว้เพื่อวิจัยจากการสนับสนุนของสกว.” ... จ่าเกรียงไกรประธานกลุ่มกล่าว ก่อนที่ตัดพ้อว่า ในช่วง 2-3 ปีที่แล้ว แมงกะพรุนยังขึ้นเยอะมากที่แก่งบางระจัน แต่มาปีนี้หายไปหมด จะมีขึ้นก็แต่ที่ แก่งวังน้ำเย็น และที่เข็กสามงา โดยหากไปถูกเวลาก็จะพบแมงกะพรุนน้ำจืดประมาณ 70 % ส่วนสาเหตุของการหายไปของแมงกะพรุนน้ำจืดที่แก่งบางระจัน ก็น่าจะมาจากการที่มนุษย์ทำให้ระบบนิเวศบริเวณลำน้ำเข็กเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผมตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ..... ที่แมงกะพรุนมันไม่ขึ้นที่แก่งบางระจัน ข้อแรกก็น่าจะมาจากการที่พวกชาวไทยภูเขานิยมจับปลากันด้วยวิธีการวางยาเบื่อปลาที่ต้นน้ำ ข้อที่สองพอหลังจากที่ผมกับท่านผู้ว่าฯเพชรบูรณ์ปล่อยปลากะแหจำนวนมากลงในล้ำน้ำเข็ก ผมก็รู้สึกว่าแมงกะพรุนมันหายไป แต่จำนวนปลากะแหกลับมีเต็มแม่น้ำ ส่วนข้อสุดท้ายผมตั้งข้อสังเกตว่า มาพักหลังนี่น้ำเข็กยุบ หรือน้ำลดลงไปมาก ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะมีการทำไร่ที่ต้นน้ำและส่งผลมาถึงระบบนิเวศในลำน้ำด้วย” จ่าเกรียงไกรให้ข้อสังเกต ... สำหรับในเรื่องนี้ก็ต้องถือว่าไปสอดคล้องกับแนวคิดของ อ.ชนะศักดิ์ ที่อธิบายว่า จากการศึกษาวงจรชีวิตของแมงกะพรุนน้ำจืดที่ลำน้ำเข็ก พบว่า วงจรชีวิตจะแบ่งเป็น ระยะที่ 1 เรียก “พานอล” ที่ตัวออกมาคล้ายๆตัวหนอน จากนั้นก็จะเป็น ลักษณะของโพลิด ตัวคล้ายๆกิ่งไม้ แล้วก็เข้าระยะที่ 2 คือจะไปจับกลุ่มกัน 2-3 ตัว จากนั้นก็จะพัฒนามาเป็น ฟาสเซิล นี่เป็นระยะที่ 2 และในระยะนี้ หากอุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงไปมาก ฟาสเซิล ก็จะไม่พัฒนาเป็นแมงกะพรุน ซึ่งจากการวิจัยทำให้รู้ว่า ระบบนิเวศน์จะถูกทำลายไม่ได้ จะถูกเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าถูกเปลี่ยนแปลงเมื่อไร สัตว์พิสดารระดับโลกจะหายไปจากประเทศไทย
อ.ชนะศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ..... แมงกะพรุนน้ำจืดที่แก่งบางระจัน นี่ถือเป็นสัตว์พิสดารอันดับโลกเลยก็ว่าได้ ในหลายประเทศต่างให้ความสนใจ ว่าโลกนี้ยังมีสัตว์แบบนี้อยู่ อย่าว่าแต่เมืองนอกตื่นเต้นนะครับ เมืองไทยก็ตื่นเต้น ... แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม่ว่าจะมีคนตื่นเต้นต่อการค้นพบแมงกะพรุนน้ำจืดที่ลำน้ำเข็ก แต่ถ้าหากว่าผู้ที่ทำมาหากิน หรือผู้ที่ใช้ประโยชน์จากลำน้ำเข็กไม่ช่วยกันรักษาระบบนิเวศ ในอนาคตเรื่องราวของแมงกะพรุนน้ำจืดที่หาดูยากอยู่แล้ว ก็อาจจะกลายเป็นหาดูไม่ได้เลย เพราะแมงกะพรุนน้ำจืดหมดไปจากประเทศไทย

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2550

หอพักชาย-หญิง กับเพศที่ 3

หอพักชาย-หญิง กับเพศที่ 3ผู้จัดการ 2007-08-17 19:46:00

หอพักที่แยกเป็นหอพักชาย หอพักหญิง ยังนับเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับเพศที่ 3 เพราะหากให้เขาเหล่านี้ไปอยู่หอพักชายตัวพวกเขาเองก็อาจจะรู้สึกประดักประเดิด ส่วนถ้าให้ไปอยู่หอพักหญิง ฝ่ายผู้หญิงแท้ก็ “ไม่ปลื้ม” ที่จะให้พวกเขามาอยู่ด้วย เพราะเกรงว่าพวกเขาอาจจะกลับเป็นชายขึ้นมาอีก เรื่องของหอพักในมหาวิทยาลัยนั้น ในส่วนของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ อธิการบดี กล่าวว่าโลกปัจจุบันเปลี่ยนไป เราพูดถึงสิทธิ เสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากขึ้น รูปแบบต่างๆ จึงต้องเอื้อถึงคนหลายๆ กลุ่ม และมีการเปิดเผยตัวให้สังคมได้เรียนรู้และเข้าใจมากขึ้น และเรื่องเพศที่ 3 นั้นมีมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว “ในมหาวิทยาลัยที่มีระบบหอพัก ก็ต้องมาคุยกันเรื่องหอพักนิสิตที่เป็นเพศที่สาม นิสิตผู้ชายที่มีลักษณะเป็นผู้หญิง ที่ มศว ก็ขอใช้สิทธิ์ขอพักหอพักผู้หญิง ซึ่งเขาไม่ต้องการพักกับผู้ชาย แต่เขายังใช้ชื่อนำหน้าเป็น “นาย” อยู่ แล้วกฎหมายต่างๆ ยังไม่ออกมาอย่างชัดเจน ทำให้มหาวิทยาลัยต้องพยายามหาทางออกอื่นให้ ไม่ว่าจะจัดกลุ่มให้นิสิตที่เป็นผู้ชายและมีลักษณะเป็นผู้หญิงได้อยู่ในห้องเดียวกัน แต่เมื่อไหร่ที่มีการแปลงเพศ และที่สำคัญต้องได้รับการยืนยันทางแพทย์ที่ทำการผ่าตัด มีใบรับรอง มีเอกสารเกี่ยวกับการแปลงเพศ หรือข้อมูลเกี่ยวกับฮอร์โมน คิดว่าเรื่องการเปลี่ยนชื่อนำหน้าจากนายมาเป็นนางหรือนางสาวก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ตลอดถึงการเข้าพักในหอพักของมหาวิทยาลัยก็ไม่น่าจะมีปัญหา”
ในประเด็นดังกล่าวเมื่อถามกับเพศที่ 3 อย่าง “อาร์ – พงศธร” นิสิตปี 3 ซึงเคยอยู่หอพักที่ มศว องครักษ์เมื่อช่วงที่เขาเรียนอยู่ปี 1 กล่าวว่าตอนที่เรียนอยู่ปีหนึ่งเขาก็ต้องอยู่หอพักชายและลำบากใจ “ตอนที่อยู่หอพักชายตอนอยู่ปีหนึ่งนั่นก็แบบโดนแกล้งบ้าง แบบเวลาไปอาบน้ำนี่ไปคนเดียวไม่ได้เลย ต้องไปกับเพื่อนที่เขาเป็นเหมือนเรา แล้วก็มีโดนที่เขาเป็นผู้ชายแท้ๆ แกล้งล้าง ล้อบ้าง หรือไม่ก็โดนปีนห้องน้ำดูเวลาเราอาบน้ำอะไรอย่างนี้” สำหรับในยุคปัจจุบันอาร์เล่าว่า เขาไม่มีปัญหาเวลามาเรียนเขาก็แต่งชุดนิสิตหญิงมาเรียน และเวลาเข้าห้องน้ำก็เข้าห้องน้ำหญิง “โดยส่วนตัวแล้วเรื่องห้องน้ำนี่ไม่มีปัญหานะ คิดว่าไม่จำเป็นต้องแยกออกมาเป็นห้องน้ำของเพศที่ 2 หรอก เราแต่งตัวเป็นผู้หญิงอยู่แล้วก็เข้าห้องน้ำหญิง สรีระเราเองก็เป็นผู้หญิงแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ไปผ่าตัดเท่านั้น เพื่อนๆ ที่เป็นผู้หญิงแท้ๆ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร คิดว่าเขารู้ล่ะว่าเราเป็นผู้หญิง”
ส่วนเพศที่ 3 อย่าง “ไอซ์ - ธนาวุฒิ หอมมาก” นิสิตชั้นปีที่ 4 เล่าว่าตัวเขาเองเป็นนักกีฬามาตั้งแต่อยู่ชั้นมัธยม ทำให้ร่างกายดูบึกบึนเป็นนักกีฬามากๆ ทำให้ในช่วงที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยจึงไม่ค่อยโดนแกล้งจากเพื่อนผู้ชาย “เพื่อนๆ ก็รู้ว่าเราเป็น แต่เราชอบเล่นกีฬาน่ะ ร่างกายเราก็เลยบึกบึน ช่วงนั้นเวลาเข้าห้องน้ำหญิงนี่โดนไล่ออกมาเลย ก็เข้าใจล่ะว่าเป็นเพราะร่างกายเรามันเป็นผู้ชายแบบสุดๆ เลย พอไปเข้าห้องน้ำผู้ชาย เพื่อนผู้ชายนี่แบบไม่กล้าว่าเรานะคงกลัวเราล่ะ” ส่วนเรื่องการอยู่หอพักในช่วงที่เรียนอยู่ปีหนึ่งนั้นไอซ์บอกว่าไม่เคยโดนแกล้งเลย มีแต่เพื่อนผู้ชายที่แบบพอเห็นตัวเขาเกิดอาการกลัว “อยู่หอพักก็ไม่มีปัญหา ชอบมากๆ อยู่หอพักชายเนี่ย แบบเราไล่แกล้งเขา คือเขาก็รู้ว่าเราเป็นเพศที่ 3 แต่เรายังไม่ได้ผ่าตัดไง เวลาเข้าห้องน้ำรวมเนี่ยเพื่อนๆ จะกลัวเรามาก แต่ตอนนี้กินยาเพิ่มฮอร์โมนเพศหญิงอยู่ ใจเราเองก็เลือกว่าเราเป็นผู้หญิง อีกอย่างร่างกายเราก็ไม่เหมือนเมื่อก่อน ไม่บึกบึนแล้ว เวลาเข้าห้องน้ำหญิง เพื่อนๆ ก็ไม่ว่าแล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่แบบเข้าห้องน้ำหญิงไม่ได้”
ด้านนิสิตชายแท้อย่าง “เล้ง - ชานนท์ ชำนาญเดชากุล” บอกว่าตัวเขาเองไม่รังเกียจคนที่เป็นเพศที่ 3 เพราะ เข้าใจว่า ของแบบนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ “ผมคิดว่าถ้าเขาเลือกผ่าตัดแปลงเพศนี่ เขาคงใจรักจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ผ่าตัดหรอก แต่ว่าจะผ่าตัดแปลงเพศหรือไม่นี่ ผมก็ไม่รังเกียจนะ จะเข้าห้องน้ำชายหรือหญิง จะพักหอชายหรือหอพักหญิงก็ไม่เป็นไร ขออย่างเดียวอย่าเป็นกะเทยแบบเว่อร์ๆ ก็พอแล้ว”
ส่วนนิสิตหญิงแท้ “เจนจิรา บัวทอง” เล่าว่าเธอมีเพื่อนที่แอบๆ เป็นแบบไม่เปิดเผย แต่เพื่อนๆ ที่คณะวิทยาศาสตร์ก็จะรู้กันว่าคนๆ นี้เป็นเพศที่ 3 “ปีแรกนี่บอกตรงๆ ไม่สนิทใจ คือเขาไม่แสดงออกและไม่ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น เรารู้สึกว่าเขาเป็นได้ทั้ง 2 เพศ คือจะเป็นผู้ชายก็ได้ เป็นผู้หญิงก็ได้ นั่นล่ะทำให้ไม่สนิทใจ อีกอย่างเขาไปจีบรุ่นน้องที่เป็นผู้หญิงด้วย พวกเราก็ยังต้องไปพูดกับเขาตรงๆ เลยว่าอย่าทำแบบนี้ เพราะ คุณเองก็ยังไม่รู้เลยว่าคุณเป็นเพศไหนกันแน่ คือพวกเราดูออกน่ะไปไหนทำอะไร กิริยา อาการต่างๆ มันเป็นผู้หญิงชัดๆ” นอกจากนี้เจนจิรายังให้ความคิดเห็นว่าหากเพศที่ 3 แต่งกายเป็นชุดนิสิตหญิงเลยจะเข้าห้องน้ำผู้หญิงก็ไม่เป็นไร เพราะ ถือเป็นเครื่องแสดงตัวตนอย่างหนึ่งแล้วว่าเขาเป็นเหมือนกับผู้หญิง ส่วนถ้าจะให้เพศที่ 3 ใช้หอพักด้วยนั้น เจนจิรากล่าวว่าขอให้ผ่าตัดแปลงเพศมาแล้วเท่านั้น “ถ้ายังไม่ผ่าตัดเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาจะไม่ทำอะไรเรา เกิดอยู่ๆ ก็กลับเป็นผู้ชายซะอย่างนั้น เราเป็นผู้หญิงก็แย่สิ”
สุดท้ายที่สาววัยทำงานอย่าง “หลิน – ฤทัยพร อาวัชนาการ” หัวหน้าศูนย์ออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ เอสเอ็มอี จังหวัดขอนแก่นกล่าวว่าเธอเองก็มีเพื่อนเป็นเพศที่ 3 เยอะ แต่เธอก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่ดีเมื่อเพศที่ 3 มาเข้าห้องน้ำผู้หญิง “รู้สึกแปลกๆ นะ คือเราก็กลัวว่าเขาจะแกล้งเป็นกะเทยไง แบบไม่สนิทใจน่ะ ลองคิดสิต่อให้เขาเป็นเพศที่ 3 แท้ๆ มาจับหัวเรา มาเล่นกอดเรา แบบรู้สึกไม่สนิทใจเหมือนกับเพื่อนที่เป็นผู้หญิงจริงๆ เลย” หลินยังกล่าวอีกด้วยว่าหากเป็นเพศที่ 3 ที่ผ่านมีดหมอมาแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย เพราะ คนที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้วจะมีบุคลิกลักษณะเหมือนกับผู้หญิง “ก็อีกนั่นล่ะ คือเราจะไปรู้ได้อย่างไรว่าใครผ่าตัดแล้วหรือยังไม่ได้ผ่าตัด ของแบบนี้หลินว่า มันไม่สนิทใจนะ แต่ถ้าให้อยู่หอพักที่แบบเป็นแยกชายหญิง ก็ควรจะมีการรับรองแบบเป้นทางการเลยว่าคนคนนี้นะ ผ่าตัดแปลงเพศมาแล้ว ถ้าแบบนี้ก็จะสนิทใจมากกว่ากันเยอะ”
สุดท้านอธิการบดีมศว กล่าวว่าการไม่เปลี่ยนเพศทางมหาวิทยาลัยก็ไม่แน่ใจว่า นิสิตคนนั้นจะมีความเป็นผู้หญิงจริงๆ หรือยังมีความเป็นผู้ชายอยู่ หากอนุญาตให้เข้าพักในหอพักหญิง แล้วเกิดมีปัญหาขึ้นจะเกิดความโกลาหลได้ ทางมหาวิทยาลัยก็ต้องดูแลในเรื่องความปลอดภัยตรงนี้ด้วย แต่ในคนที่เปลี่ยนเพศแล้วคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”...

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2550

ถึงแฟนๆ ครั้งหนึ่ง... ถึงคนที่เคยรัก


ตอนนี้อยู่ในระหว่างสอบ ทำให้เรื่องราวขาดตอน ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ


ภายในเดือนตุลาคม จะนำมารีรัน พร้อมกับตอนใหม่

รับรองค่ะว่า หลังจากการแต่งงานของนนท์ ยังมีหลายเหตุการณ์ชวนติดตามมากมาย ตื่นเต้นน่าดูทีเดียว


ขอบพระคุณในการติดตามของทุกท่านนะคะ

R-Ka

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2550

งานแต่งงาน ไม่ใช่ของตัวเองนะคะ ที่โบสถ์ต่างหาก คนรู้จัก

งงมาก
ที่จู่ๆๆก้ทราบว่าที่โบสถมีงานแต่งงาน วันเสารนี้
จริงๆๆเหรอคะเนี่ย แกล้งคนง่วงนอนนี่บาปนะคะ

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2550

อาร์จะไปดู BEP ค่ะ ใครไปบ้างคะ มามา มาคุยกันค่ะ



THE BLACK EYED PEASBLACK BLUE AND YOU TOUR 2007
ก้าวขึ้นมาถึงจุดที่ฮอตสุดขีดในปีนี้สำหรับวงฮิพฮอพชั้นนำระดับโลก แบล็ค อายด์ พีส์ (Black Eyed Peas) หลังจากประสบความสำเร็จ เป็นอย่างสูงจากอัลบั้ม มังคิ บิสเน็ซ (Monkey Business) ที่ทำยอดขายถล่มทลายพร้อม ทัวร์คอนเสิร์ตแน่นเอี๊ยดทั่วโลกตลอดปีที่แล้ว ความแรง ยังคงต่อเนื่องมาถึงสมาชิกสาวสวยของวง เฟอร์กี้ กับผลงาน อัลบั้มเดี่ยวที่ส่งให้เธอกลายเป็นซูเปอร์สตาร์แถวหน้า และล่าสุดปีนี้พวกเขาถูกเลือกให้เป็น พรีเซ็นเตอร์คนใหม่ ของเครื่องดื่มเป๊ปซี่
ทัวร์คอนเสิร์ต เป๊ปซี่ พรีเซ็นทส์ เดอะ แบล็ค อายด์ พีส์ แบล็ค บลู แอนด์ ยู ทัวร์ (Pepsi Presents The Black Eyed Peas Black Blue And You Tour) ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์,เป๊ปซี่ และ สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จะนำความมันส์ระดับโลก มามอบให้กับสาวกฮิพออพ กันอีกครั้งในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ที่ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี พร้อมวงเปิด 5 หนุ่มหล่อเริ่ดวง คลิ๊กไฟฟ์ (Click Five)
ศิลปินกลุ่ม Black Eyed Peas เรียกได้ว่า ได้ก้าวผ่านกระแส วิพากษ์วิจารณ์ ในการทำดนตรีแนวฮิพฮ็อพ และยังได้รับ การยอมรับจากทั่วโลกแล้วว่า เป็นหนึ่งในแบบอย่าง ของโลกดนตรี ที่ไม่ค่อยได้มีให้เห็นกันบ่อยนัก กลุ่มศิลปิน 4 คน William, Fergie, apl.de.ap และ Taboo แนวฮิพฮ็อพ ไม่เหมือนใครและเต็มไปด้วย ความเชื่อมั่นในตัวเอง ภายใต้ชื่อ The Black Eyed Peas นี้กำลังกลับมา สร้างความ สนุกสนานให้แฟนเพลงอีกครั้ง ในอัลบั้มใหม่ ซึ่งใช้ชื่อว่า Monkey Business หลังจากที่ไปเดินสาย ออกทัวร์รอบโลก สร้างความครื้นเครงจากอัลบั้มก่อน Elephunk
เพลงนั้นก็เป็นเหมือนภาพสะท้อนของ fluid funk ในภาค ของคณะ Peas' ซึ่งจะสามารถถ่ายทอด ได้สู่ทุกรุ่น ทุกวัย และยังเป็นหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่คณะนี้เป็นที่รักและ ยอมรับนับถือจากทั่วทุกมุมโลก will.i.am กล่าวว่า “ผมคิดว่า เหตุผลที่ว่าเราก็แค่สนุกไปกับดนตรี นี้ก็คือเหตุผล ที่เรา ทำงานได้ดี เรารักดนตรีและเสียงเพลง แล้วก็ไม่พยายาม แบ่งแยกตัวเองจากแฟนเพลงแนวทั่วๆ ไปน่ะ มันง่ายๆ อย่างนั้นเลยล่ะ จะบอกให้”




เจอกันหน้างาน 18.30น วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม 2550 นี้ค่ะ วงเปิด เดอะคลิกไฝว์ มันส์แน่ค่ะ

ปลจะแต่งตัวแร่ดๆไปแรงๆเอาให้ตายกันไปเลยค่ะ

R-Ka

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2550

ใช้คำนำหน้า ว่า "นางสาว" ใกล้คลอดแล้ว

ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าข่าวดีสำหรับสาวประเภทสองหรือไม่ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไฟเขียวให้พวกเธอที่แปลงเพศแล้ว สามารถใช้คำนำหน้า ว่า "นางสาว" ได้เหมือนสาวแท้ทั่วไป

แต่ที่แน่ๆการอนุญาตให้ใช้นางสาวอย่างเต็มภาคภูมิ อย่างนี้ อาจส่งผลให้หนุ่มๆ ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าก็เป็นได้เพราะจะแยกไม่ออกว่าหญิงที่ตัวเองชอบนั้น เป็นหญิงแท้หรือเทียมกันแน่ ลองมาฟังความคิดเห็นของผู้คนในสังคมกันดีกว่า ว่าจะรู้สึกอย่างไร

เริ่มกันด้วย"จ๋า" อลิสา พันธุศักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยาจำกัด และในฐานะ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกระบวนการทางกฎหมายเกี่ยวกับการอนุญาตให้สาวประเภทสองเปลี่ยนมาใช้นางสาวนำหน้าได้ว่า ก่อนหน้านี้มักจะมีการเลือกปฏิบัติต่อสาวประเภทสองทุกครั้ง และสิทธิหลายอย่างถูกลิดรอนหายไป

"จริงๆ แล้วเรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้าของผู้ชายที่แปลงเพศเป็นผู้หญิง ต่างประเทศเขาอนุญาตเรื่องนี้มานานแล้ว มีถึงขั้นขึ้นศาลเพื่อขอร้องให้เปลี่ยนเป็นนางสาวด้วยซ้ำ แต่ประเทศไทยเรายังไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้ามาก่อน แล้วไทยเรามักจะเลือกปฏิบัติกับสาวประเภทสองมาก เห็นได้ชัดก็ตอนที่ไปคัดเลือกทหารกองเกิน พอเห็นว่าเป็นกะเทย ก็จะให้เขาถอดเสื้อผ้าเพื่อตรวจ บางคนเขาแปลงเพศเป็นผู้หญิงแล้วด้วยซ้ำ ให้เขาไปทำแบบนั้น เขาจะมีความรู้สึกยังไง" หนึ่งในสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กล่าว

ด้วยการคลุกคลีอยู่กับสาวประเภทสองมานานทำให้เธอมองว่า สาวๆ เหล่านี้ไม่ว่าจะไปไหนมักจะถูกล้อและถูกมองเป็นตัวประหลาดเสมอ แม้เจ้าตัวอาจจะรู้สึกชิน แต่เธอคิดว่าลึกๆ แล้วพวกเธอก็รู้สึกไม่ชอบใจนักหรอก ยิ่งคนที่แปลงเพศมาแล้ว นั่นหมายถึงเขาไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาเคยเป็นผู้ชายมาก่อนด้วยซ้ำ

"ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีการอนุญาตให้ใช้คำนำหน้าเป็นนางสาว เวลาที่เขาไปติดต่ออะไรที่ต้องใช้บัตรประชาชน ซึ่งยังเป็นคำนำหน้าว่านาย ก็กลายเป็นการตอกย้ำความรู้สึกเขาทุกครั้ง แล้วคนเหล่านี้จะโดนสอบสวนมากเวลาเดินทางไปต่างประเทศ เพราะหน้ากับชื่อไม่สอดคล้องกัน แต่การเปลี่ยนคำนำหน้าจะทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นในสังคม

แต่ถึงจ๋าจะทำงานกับสาวประเภทสองแต่ทางบริษัทก็ไม่ได้มีนโยบายให้คนไปแปลงเพศกัน เพราะการแปลงเพศต้องมีการตรวจสอบทางจิตใจอย่างหนัก ซึ่งเราไม่รู้ว่าวิธีการปฏิบัติเขาดูแลเรื่องนี้ดีหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าบางช่วงเขาอยากเป็นผู้หญิง พอโตขึ้นมากลายเป็นว่าอยากกลับเป็นผู้ชาย แล้วแพทย์ที่ทำการแปลงเพศอาจจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ หรือทำผิดพลาด จะทำให้เขารู้สึกเสียใจส่งผลกระทบทางจิตใจ ทำให้เสียความรู้สึกในการดำรงชีพอีก" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา จำกัด กล่าว

ด้านคุณหญิงสุวิมลผึ่งประเสริฐ กรรมการบริหารนิตยสารคอสโมโพลิแทนและนิตยสารดิฉัน กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับการอนุญาตดังกล่าว เนื่องจากเธอมองในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของบุคคลเป็นหลัก ซึ่งสาวประเภทสองก็มีสิทธิที่จะเลือกวิถีชีวิตของตัวเองโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

"เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึกของคน เมื่อโลกแห่งโลกาภิวัตน์เข้ามา โลกของเราก็พยายามที่จะปรับตัวให้เข้ากับอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนตัวแล้วก็เข้าใจสาวประเภทสอง แล้วก็มองว่าสังคมเราควรจะมีความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เหมือนกับที่เราต่อสู้เรื่องนามสกุลหลังจดทะเบียนสมรส เราสามารถใช้นามสกุลเดิมหรือนามสกุลสามีก็ได้

เรื่องนี้ก็เหมือนกันเมื่อเขาแปลงเพศเรียบร้อยแล้ว ใจและกายเขาได้เปลี่ยนเป็นหญิง สังคมก็ควรจะให้สิทธิเขาตรงนี้ เพราะเขาเป็นมนุษยชนคนหนึ่งเหมือนกับพวกเราทุกคน ส่วนตัวเลยมองว่าการอนุญาตเหล่านี้ จึงจำเป็นที่จะต้องให้เกิดขึ้น" คุณหญิงสุวิมล กล่าว

ด้านสาววัยใส"มายด์" แพรวปรียา ชุมสาย ณ อยุธยา นักศึกษาปี 2 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ บอกว่า เห็นด้วยที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะคนเหล่านี้มีจิตใจและร่างกายที่เป็นเหมือนกับผู้หญิง ซึ่งเธอเชื่อแน่ว่าสาวๆ เหล่านั้นคงอยากจะใช้คำนำหน้าเป็นนางสาวอย่างแน่นอน

"มายด์ไม่ได้สนับสนุนให้คนแปลงเพศเป็นสาวประเภทสอง เพราะสาวประเภทสองถ้านับคนที่แปลงเพศจริงๆ ก็จะมีเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นไม่ได้มากมายอะไร เพราะยังมีอีกหลายคนที่ยังต้องปิดบัง อาจจะด้วยที่บ้านไม่ยอมรับหรือภาระหน้าที่หลายๆ อย่าง แต่สำหรับสาวประเภทสองที่ครอบครัวรับได้ คงไม่มีปัญหาอะไรกับการใช้นางสาวนำหน้า" มายด์ แสดงความคิดเห็น

ด้วยเพื่อนสนิทของเธอเป็นสาวประเภทสองแต่ยังไม่ได้แปลงเพศเพราะยังอยู่ระหว่างการศึกษา ทำให้เธอค่อนข้างเข้าใจในความรู้สึกของเพื่อนดีกว่าใครๆ ทำให้เธอไม่ได้รู้สึกสงสารสาวประเภทสองแต่อย่างใด

"อย่างเพื่อนมายด์ที่บ้านเขารับได้ แม่เขาก็จะคอยหาชุดนั้นชุดนี้มาให้เพื่อนมายด์ใส่ตลอดเวลา เพราะถึงยังไงเขาก็ยังเป็นคนดีคนหนึ่งของสังคม แต่ก็มีบางครอบครัวที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งมายด์อยากจะบอกว่า ในเมื่อเขาเป็นไปแล้วของแบบนี้เราไม่สามารถที่จะไปบังคับจิตใจเขาได้ ถ้าเราเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเขา ก็ต้องเป็นคนช่วยเติมเต็มในสิ่งที่เขาขาดหายไป ที่สำคัญเราต้องคอยดูแลให้เขาเป็นคนดีในสังคมเท่านั้นก็พอแล้ว" มายด์ กล่าว

"เป็ด" อภิชาติ นรเศรษฐาภรณ์ เมคอัพอาร์ติสต์ กล่าวว่า เห็นด้วยที่สาวประเภทสองจะได้สิทธินี้ เพราะที่ผ่านมาเมื่อแปลงเพศแล้ว ก็มักมีปัญหาเวลาจะเดินทางไปต่างประเทศ เพราะรูปร่างหน้าตาเป็นผู้หญิงหมด แต่ชื่อมีคำนำหน้าว่านาย

"แต่ทั้งนี้ถ้ากฎหมายยินยอมก็เป็นการดี แต่ส่วนตัวขอเตือนไว้นิดว่า คนในเพศนี้ไม่ค่อยรู้จักพอ พอได้เรื่องหนึ่งก็อยากได้สอง สาม สี่ ต่อไปอีก ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลไม่ค่อยอยากให้อะไร ก็อยากจะเตือนสติ ถ้าได้แล้วก็ต้องรู้จักใช้ อย่านำคำว่านางสาวไปเที่ยวหลอกหลวงคนอื่น หลอกชาวบ้านและหลอกผู้ชาย หรือทำตัวเว่อร์จนเกินเหตุ เพราะภาพลักษณ์ของสาวประเภทนี้ก็เว่อร์อยู่แล้ว ได้แล้วต้องซื่อสัตย์ ต้องมีสามัญสำนึก" เมคอัพอาร์ติสต์ เตือน

ปิดท้ายที่"กวาง" ฟ้ารุ่ง ยุติธรรม มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สประจำปี2550 กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่าเข้าใจและเห็นใจสาวประเภทสอง เพราะจิตใจและความรู้สึกของพวกเขาเป็นผู้หญิงเต็มตัวแล้ว และอยากให้สังคมเปิดกว้าง ส่วนตัวของเธอก็มีเพื่อนที่เป็นสาวประเภทสองอยู่พอสมควร

"จะบอกว่าถ้าให้คำนำชื่อเป็นนางสาวแก่พวกเขาแล้ว จะไปก่อเหตุไม่ดี คงไม่ใช่คำตอบที่ดีนัก เพราะไม่ว่าจะเป็นเพศใด กลุ่มไหน ก็ต้องมีคนที่ดีและไม่ดีเหมือนกัน เวลาจะเป็นสิ่งพิสูจน์ทุกอย่างเอง" กวาง กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา http://www.komchadluek.net/2007/08/25/i001_132470.php?news_id=132470

when i was young

when i was young
like a boy

จัดให้เต็มๆ

จัดให้เต็มๆ
มองไรนักหนา ไม่เคยเห็นคนน่ารักไง คนไรก็ไม่รู้