ขอน้อมอาลัย สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

เว็บนี้สามารถใช้งานได้ตามปกติแล้ว



ร่วมเติมเต็มทุกหัวใจของคนที่มีรักได้ที่นี่

แล้วคุณจะรู้ว่า
ปรารถนาจะเป็นผู้สั่งการ
หัวใจคือผู้เร่งเร้าให้รุ่มร้อน
เรือนกายคือผู้ปฏิบัติตามปรารถนา
ทุกสิ่งจะเป็นไปตามครรลองของมันเองทุกประการ

ที่นี่จะรวมบทวิจารณ์ รวมถึงข่าวสารสาระที่เป็นประโยชน์ต่างๆไว้
โดยเฉพาะที่มาจากความคิดเห็นของผู้แต่งเอง
ทั้งนี้ผู้แต่งจะไม่ขอรับผิดชอบใดๆ อันเกิดจากการนำข้อความดังกล่าวที่ปรากฏในบล็อกไปใช้อย่างไม่เหมาะสม
เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น ติชม กันเยอะๆนะคะ
ขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ


ด้วยความปราถนาดี

R-ka



ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าชมได้อีกบล็อกนึง คือ

http://www.rka-state.vox.com/


Mariah Carey - Bye Bye

lay on my high-heels

lay on my high-heels
งานบายเนียรปี2008 ค่ะ

วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ตีแผ่ละครพื้นบ้านไทย

ตีแผ่ละครพื้นบ้านไทย

ตีแผ่ละครพื้นบ้านไทยกระทู้นี้ไม่มีสปอนเซอร์ อยากได้ไปซื้อเอาเองตาม เซเว่น อีเลฟเว่น หรือตามร้านโชว์ห่วย ขวดละ 12 บาทมั้ง กะป๋อง 8 บาทก็มี กระทู้นี้เป็นการติเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุด กระทู้นี้เกิดขึ้นเพราะผมเบื่อหนังจักรๆวงศ์ๆที่ยังไม่พัฒนาและไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนเลย ถึงแม้จะบอกว่าเป็นการอนุรักษ์ก็เถอะ


หนังจักรๆวงศ์ๆนี้เกิดขึ้นมาตอนไหน ไม่มีประวัติที่ระบุแน่ชัด ทราบเพียงว่าตอนนี้มี Free TV อยู่ 2 ช่องที่สร้างหนังประเภทนี้มาแข่งกัน นั่นคือ ช่อง 7 กะ ช่อง 3 คู่แข่งทั้งด้านละครน้ำเน่าและหนังจักรๆวงศ์ๆ ขอแนะนำให้ไปอ่าน”โครงการตีแผ่ครั้งที่ 2 “ละครน้ำเน่าไทย” แข่งสร้างละครน้ำเน่าไม่พอยังมาแข่งสร้างหนังประเภทนี้อีก โดยช่อง 7 จะมีฉายทุกวัน โดยวันจันทร์ถึงศุกร์ช่วงประมาณ 5 โมงเย็นจะเป็นหนังเรื่องเก่าที่เคยฉายไปแล้ว และวันเสาร์อาทิตย์เวลา 8 โมงครึ่งจะเป็นหนังที่เพิ่งสร้าง

ส่วนช่อง 3 จะมีละครประเภทนี้ตอนประมาณ 4 โมงเย็นกว่าๆ วันจันทร์ถึงศุกร์ ถ้ามีเวลาดูทีวีควรหลีกเลี่ยง ช่อง เวลา และวันที่กล่าวไว้ เป็นอย่างยิ่ง หนังจักรๆวงศ์ๆคือ ? มีผู้รู้คนหนึ่ง(ใครก็ไม่รู้เหมือนกัน)กล่าวว่า”หนังจักรๆวงศ์ๆ คือการนำนิยายพื้นบ้าน นิทานปรัมปรา มาทำเป็นละคร แล้วเอามาฉายทาง TV ให้เด็กที่แหกขี้ตาตื่นแต่เช้ามาดูการ์ตูนดูเป็นของแถมเผื่อเลือก ไม่ก็ฉายให้พวกพ่อบ้านแม่บ้านที่ตื่นแต่เช้ามารับเวรรับกรรม รับใช้ลูกๆบังเกิดเกล้าที่แหกขี้ตาตื่นแต่เช้ามาดูการ์ตูนดูแก้เครียด”(แต่ผมว่าดูแล้วจะเครียดหรืออารมณ์เสียมากกว่านา)

ตัวละครที่ต้องมีในหนังจักรๆวงศ์ๆ แน่นอนอยู่แล้ว คำว่า จักรๆวงศ์ๆย่อมแปลว่าต้องมีตัวละครประเภทกษัตริย์ หรือตัวละครที่มีเชื้อเจ้าขุนมูลนาย ไปดูได้ทุกเรื่องต้องมีกษัตริย์ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะเป็นพ่อแม่ของพระเอกหรือนางเอกเท่านั้นพระเอก หน้าตา(คิดว่า)ไทยๆ ไม่เอาลูกครึ่ง ผิดกับละครน้ำเน่า ไม่จำเป็นต้องหล่อมากเอาแค่พอดูได้ จะเก่งด้านรบหรือ POTTER อันนี้ก็แล้วแต่บท อาจจะเป็นลูกกษัตริย์หรือไม่ก็ได้ ถ้าเป็นลูกกษัตริย์จะเป็นพวกบาปหนา ชอบล่าสัตว์ และเข้าป่า(พลัง H หรือเปล่าไม่รู้) ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่ต้องกลัว มันจะต้องมีเรื่องให้ไปข้องแวะกับในวังแล้วจะได้เจอนางเอกซึ่งเป็นเจ้าหญิงในภายหลัง

นางเอก หน้าตา(คิดว่า)ต้องเป็นแบบไทยๆ สวยขนาดไหนแล้วแต่จะหาได้ นางเอกส่วนมากเป็นเจ้าหญิงซึ่งไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือหรือทำงานทำการ และส่วนมากจะเป็นพวกขึ้นคานหาสามีไม่ได้ ต้องให้บิดาช่วยป่าวประกาศหาคู่ให้ ถ้าบทนางเอกเป็นหญิงชาวบ้าน ไม่ต้องกลัวไป เดี๋ยวก็เจอเจ้าชายเองล่ะ ไม่มีทางได้กับชาวบ้านด้วยกันหรอก นายพราน ผู้ชายหลังค่อมๆ หน้าโจรๆ ใส่เสื้อสีแดงเก่าๆ เขรอะๆ หนวดเครารกรุงรัง ผมยาวรุ่มร่าม มีย่าม 1 ใบ กะ หน้าไม้อีก 1 อัน เก่งเรื่องป่าแต่พาคนไปเที่ยวป่าแล้วหลง เป็นตัวตั้งตัวตีในการชวนเจ้าชาย (Prite ? )ไปเที่ยวป่า เพื่อหาของป่าไม่ก็ไปดูของแปลก

สัตว์ยักษ์และสัตว์ในจินตนาการ ประเภทครุฑ นกยักษ์ กินรี ตัวอะไรสักอย่างที่คล้ายๆนกที่เป็นรูปปั้นอยู่บนยอดเสาแถวถนนราชดำเนิน แถวสนามหลวง ซึ่งอันนี้เข้าใจว่าเป็นสัตว์ในเทพนิยายของไทย แต่บางเรื่องมันมีนี่ด้วย เพกาซัส กะ มังกร(แบบตะวันตก) ย้ำ!! เพกาซัส กะ มังกร 2 ตัวนี้มันเป็นสัตว์ในเทพนิยายของไทยตรงไหนฟะ เนื่องจากไม่เคยมีใครได้ยินเสียงของสัตว์พวกนี้เพราะเป็นสัตว์ในเทพนิยาย เวลาที่มีบทสัตว์เหล่านี้พูด เสียงที่ได้ยินจึงมักจะเป็นเสียงที่หาได้ยากในสากลโลก ฟังแล้วทุเรศและระคายหูมากกว่าเสนาะหูหรือน่าเกรงขาม

สิ่งของวิเศษ แยกได้หลายประเภทเช่น ลูกแก้ววิเศษ,ดาบ,มีดวิเศษ ที่มีประสิทธิภาพและความสามารถเว่อร์แสนเว่อร์ ประมาณมีในครอบครองแล้วสามารถครองโลกได้ ไม้เท้าพูดได้,หมาดำพูดได้,ปลาพูดได้ยืนด้วยหางได้ พวกนี้ส่วนมากจะมีขึ้นมาให้เป็นผู้ช่วยของเหล่าพระเอก จะช่วยมากช่วยน้อยหรือไม่ช่วยเลยก็แล้วแต่ และที่สำคัญ เสียงของพวกนี้ จะฟังแล้วทุเรศหูและน่ารำคาญ

โหรหรือปุโรหิต ชายแก่ หนัง(คำหยาบใช้ก่อนคำว่าเฉา)ย่น มีกระดานชนวนอยู่ 1 กระดานกะดินสอพอง 1 แท่ง วันๆเอาแต่ทำนายแล้วกราบทูลๆ แม้ว่าวันนั้นไม่มีเรื่องอะไรให้ทำนายก็ยังกราบทูลอยู่ โหรหรือปุโรหิตส่วนมากเป็นพวกโลภมากเห็นแก่เงิน ชอบรับสินบนบ่อยๆ อันเป็นเหตุให้การรับสินบนแพร่หลายดังเช่นในปัจจุบัน เอกลักษณ์ที่สำคัญของโหรหรือปุโรหิตคือ เสียง เสียงของโหรหรือปุโรหิตจะแหลมเล็กและที่สำคัญจะพูดเหมือนมีเสลดติดคอ ตัวอย่าง (โหรจะกราบทูลว่าจะมียักษ์บุกเข้ามาในเมือง) “อื๋อฮึ เอ่อ เกล้ากระหม่อม อื๋อฮึ ทำนาย อื๋อ แล้วได้ความ อื๋อ ขาก….(เสลดติดคอ ขากเสลดซะทีนึง) อื๋อออ.. ว่า. เอ่อ….อื๋อฮึ จะมียักษ์ อื๋อฮึ บุกเข้ามาในเมือง อื๋อฮึ พระเจ้าข้า” (ทันทีที่พูดจบ เท้าข้างหนึ่งของยักษ์ก็เหยียบลงมาทับทั้งโหรทั้งกษัตริย์ตายคาที่ 555555555 )

ยักษ์ เทวดา ฤาษี รุกขเทวดา สี่อย่างนี้อยู่คู่กับเรื่องประเภทนี้มานาน เราจะมาแยกเป็นอย่างๆดังนี้ - ยักษ์ ถ้าเป็นผู้ชายต้องหน้าเหมือนโจร ตัวต้องดำ เขี้ยวต้องยาวใหญ่และยื่นออกมาเหมือนหมูป่า และมีลายเขียนอยู่รอบๆปากให้ชาวบ้านรู้ว่าเป็นยักษ์ ถ้าเป็นผู้หญิงอันนี้แล้วแต่จะสวยไม่สวย ขาวไม่ขาวแล้วแต่บทที่ได้ - เทวดา ผู้ชายหน้าธรรมดาๆ ไม่ต้องหล่อ ตัวเขียวๆได้ยิ่งดี จะได้รับบทเป็นพระอินทร์ไปเลย และทีสำคัญก็คือ เทวดาต้องมีหนวดเพื่อความน่าเกรงขาม และหนวดที่ว่าต้องเป็นแบบม้วนๆด้วย ถ้าใครไม่มีหนวด ก็ใช้ดินสอ 2B นั่นแหละเขียนเอา ดำดีประหยัดดีด้วยไม่ต้องไปซื้อหนวดปลอม

- ฤาษี ชายแก่(บางทีก็ไม่แก่แค่กลางคน) ใส่ชุดหนังเสือ (ฤาษีเป็นพวกนักบวชไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไม่นิยมความฟุ่มเฟือยไม่ใช่เหรอ แล้วมาใส่ชุดหนังเสือเนี่ยนะ) หนวดเครายาวมากองที่หน้าตัก ฤาษีจะมีไม้เท้า 1 อัน เอาไว้ทำอะไรก็ไม่รู้ เกะกะเปล่าๆ ของกินประจำอาศรมของฤาษีคือ กล้วย องุ่น (สงสัยจะเป็นองุ่นป่า) แอปเปิลเขียว ( เฮ้!! สมัยก่อนนู้นเมืองไทยมีแอปเปิลด้วยเรอะ) - รุกขเทวดาหรือนางไม้ ถ้าเป็นรุกขเทวดา จะเป็นชายวัยกลางคนใส่ชุดแบบคนที่เป็นคนหว่านเมล็ดข้าวในวันพืชมงคลนั่นแหละ มีหน้าที่แค่ช่วยบอกทางไม่ก็ให้ที่หลบภัยเท่านั้น

กรณีนางไม้ จะเป็นผู้หญิง หน้าตา(น่าจะ)สวย นุ่งผ้าสไบเฉียง ดูๆไปนึกว่าแม่นาก หน้าที่หรือบทก็เหมือนรุกขเทวดานั่นแหละ ต้องทำใจว่าเราเป็นแค่ตัวประกอบไม่มีบทบาทมากหรอก แต่ว่าไปพวกเทพยดานางไม้ที่นุ่งสไบเฉียงส่วนมาก โนบราแล้วสไบมันก็บางๆไม่ใช่เหรอ ไม่เชื่อไปเปิดปฏิทินสงกรานต์ของธนาคารออมสินดูสิ ภูตผี อันนี้ก็อยู่คู่หนังประเภทนี้มานานแสนนาน ภูติผีที่โผล่ออกมาเป็นประจำเห็นจะหนีไม่พ้น ผีโครงกระดูกหรือ Skelton ( อันนี้ผมไม่แน่ใจว่าเมืองไทยมีผีแบบนี้ด้วยเหรอ ถ้าจำไม่ผิด Skelton มันของฝรั่งไม่ใช่เหรอ ) และเหมือนกับหัวข้อ ***ยักษ์และสัตว์ในจินตนาการ ตรงเสียง คือ ฟังแล้วทุเรศหูมากกว่าน่ากลัว สเปเชียลเอฟเฟ็ค แยกได้หลายประเภทดังนี้ ระเบิดสนั่นตูมตาม SFX อันนี้จะมีอยู่ตามฉากสู้รบ ประเภทพระเอกคนเดียว ศัตรูเป็นสิบ แล้วพระเอกก็ใช้พลังของอาวุธพิเศษในมือ ยิงอะไรสักอย่างไปโจมตีใส่ศัตรูระเบิดตูมตาม อันนี้จะสังเกตได้อย่างว่า*ระเบิดจะระเบิดตรงข้างๆกับข้างหลังตัวนักแสดงที่รับบทเป็นศัตรูเท่านั้น (มันน่าจะมีระเบิดใส่หน้ามั่ง จะได้สมจริงหน่อย)

และศัตรูที่รับบทนี้จะสามารถ ราวน์ดดร็อป ม้วนหน้า ลังกาหน้า ลังกาหลัง ไปตามแรงระเบิดได้อย่างสวยงาม เหาะเหินเดินอากาศ เดินเหยียบน้ำ เคยเป็นยังไงมันก็ยังอย่างงั้น ไร้ซึ่งการพัฒนา เคยเห็นเป็นเส้นๆ(ตัดต่อ)ยังไง เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นยังงั้น บลูสกรีนไม่มีใช้เหรอ ยังไงๆก็น่าจะทำให้มันแนบเนียนหน่อยสิ เด็กๆมาดูยังรู้เลยว่ามันตัดต่อ ไม่ใช่บลูสกรีน

และนั่นคือทั้งหมดที่ผมหามาตีแผ่(กัด)ได้ ดังที่กล่าวข้างต้น กระทู้นี้ตั้งขึ้นเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ไม่ใช่เลวลง และเพื่อเป็นการอนุรักษ์นิทานพื้นบ้านของไทยให้คงอยู่ต่อไป ถึงแม้จะดูเหมือนผมมานั่งบ่นให้ฟังก็เถอะ ยังไงๆถ้ากระทู้นี้มีคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแนวนี้รับไปอ่านแลัวพิจารณาก็คงจะดี หนังแบบนี้จะได้มีการพัฒนาซะที “ขอบคุณที่เสียเวลามานั่งอ่านกระทู้ที่ไม่ค่อยมีสาระนี้”

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

สาวน้อยลั้ลลาที่อียิปต์






















ไม่มีเวลาลงภาพ กล้องหายที่นั่น นี่เอามาจากพี่ช่างภาพบางส่วนนะคะ และจากเว็บด้วย
ดูภาพไปพลางๆก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมาเสริมบทบรรยายแต่ละภาพอีกทีค่ะ


R-Ka


ปล ยัยคนที่ถือกล้องถ่ายวิดีโอ บนอูฐน่ะ ดิชั้นเองนะคะ แงๆๆ มีตัวเองภาพเดียวเองมั้งเนี๊ยะ เซร็งงงงงงงงง




บารัค โอบามา : ความท้าทายแรกคือการเยียวยาความเสียหายจากความผิดพลาดในการตอบโต้ 9/11


บารัค โอบามา : ความท้าทายแรกคือการเยียวยาความเสียหายจากความผิดพลาดในการตอบโต้ 9/11

วิไล ตระกูลสิน แปล

แปลจากบทความ The Need for a New Face โดย Barack Obama จากนิตยสาร Newsweek Special Edition Issue 2008 หน้า 36


วุฒิสมาชิกบารัค โอบามา เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตที่กำลังมาแรงและคาดว่าภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ น่าจะทราบผลชี้ขาดว่าใครจะเป็นตัวแทนของพรรค เราจึงน่าจะทำความรู้จักกับโอบามา ให้มากขึ้น

รู้จักบารัค โอบามา จากข้อเขียนของเขา

เมื่อจอร์จ ดับเบิลยู บุช พ้นจากตำแหน่ง จะเปิดโอกาสให้สหรัฐอเมริกากลับสู่การเป็นผู้นำของโลกและเอาชนะภัยคุกคามนอกแบบ สหรัฐต้องทำมากกว่าเปลี่ยนประธานาธิบดีที่ล้มเหลว ถึงเวลาที่อเมริกาจะแสดงโฉมหน้าใหม่แก่โลก

ความท้าทายอันดับแรกคือการเยียวยาความเสียหายจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการตอบโต้เหตุการณ์ 11 กันยายน ด้วยการบุกอิรัก เพื่อยุติสงครามอย่างรับผิดชอบ ต้องระดม อิรัก ประเทศเพื่อนบ้านและโลกให้สนับสนุนมติเพื่อความมั่นคงในภูมิภาค เราต้องไม่ใช้ความรุนแรงในการรุกราน วอชิงตันจะอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งขึ้นถ้าประธานาธิบดีคนต่อไปไม่ต้องแบกรับภาระสนับสนุนสงคราม หรือภาระที่ต้องปฏิเสธการเจรจากับผู้นำอิหร่านและซีเรียจนกว่าพวกเขาจะปฏิบัติตามเงื่อนไขเสียก่อน ผมจะทำเช่นนั้น

การยุติสงครามคือบทใหม่ของความสัมพันธ์ สหรัฐถูกมองว่าเย่อหยิ่ง และเย็นชา ปกป้องอำนาจของตนเองแต่ไม่สามารถใช้อำนาจอย่างฉลาด พูดขึงขังแต่ปฏิเสธที่จะทำงานร่วมกับพันธมิตรหรือพบกับผู้นำที่ตนเองไม่ชอบ สิ่งเหล่านี้บั่นทอนความสามารถในการนำของสหรัฐ เพิ่มความแตกแยกกับศัตรูและยืดเวลาที่จะยุติปัญหาออกไป ศัตรูของสหรัฐชนะในสงครามโฆษณาชวนเชื่อ โดยประณามว่าอเมริกาไม่ยอมร่วมโต๊ะเจรจา รัสเซียและจีนเข้ามาสวมช่องว่างที่วอชิงตันล้มเหลวในการนำ

สหรัฐอเมริกาต้องการประธานาธิบดีที่ยินดีพูดกับทุกประเทศ ไม่ว่ามิตรหรือศัตรู การเปิดกว้างจะช่วยพลิกภาพของอเมริกาที่ถูกมองว่าเป็นตัวอุปสรรค ประเทศต้องการผู้นำใหม่เพื่อเอาชนะสงครามโฆษณาชวนเชื่อจากเผด็จการที่ชั่วร้าย และทำงานแก้ไขความขัดแย้งด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่โดดร่มเข้าไปเพื่อถ่ายรูปเท่านั้น เพื่อสนับสนุนความพยายามนี้ วอชิงตันต้องเพิ่มบุคลากรด้านการต่างประเทศและเปิดกงศุลขึ้นใหม่ในมุมต่างๆ ของโลกที่เป็นปัญหา

เพื่อเอาชนะภัยคุกคามจากพวกหัวรุนแรงมุสลิม สหรัฐต้องเปลี่ยนจากการพึ่งพาการใช้กำลังทหารขนาดใหญ่ มาเป็นการเจาะแหล่งซ่อนตัวที่ปลอดภัยของผู้ก่อการร้าย และใช้ความร่วมมือในการสืบสวนและการบังคับใช้กฏหมายระหว่างประเทศ เพื่อสลายเครือข่ายผู้ก่อการร้าย เพื่อตอบโต้นักเผยแพร่ความเกลียดชังด้วยสาส์นแห่งความหวัง อเมริกาควรส่งคนที่ดีที่สุดและฉลาดที่สุดไปต่างประเทศเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับโลกมุสลิม และประธานาธิบดีต้องฟื้นฟูความเป็นผู้นำคุณธรรมโดยปิดค่ายกวนตานาโมและเลิกการทรมานโดยไม่อ้อมค้อม

โลกจะทำงานร่วมกับอเมริกา ไม่ใช่ต่อต้านอเมริกา ถ้าใช้อำนาจอย่างมีหลักการและนำไปสู่เป้าหมายร่วมกัน เราต้องฟื้นฟูเป้าหมายที่จะกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ไปจากโลก ผมจะทำให้มั่นใจว่าชิ้นส่วนประกอบของอาวุธนิวเคลียร์จะปลอดภัย ทำให้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เข้มแข็งขึ้น และต่อรองให้มีการลดคลังอาวุธนิวเคลียร์ของโลกอย่างจริงจัง เป้าหมายของสหประชาชาติที่จะลดความยากจนขั้นรุนแรงลงครึ่งหนึ่งในปี 2015 ต้องเป็นเป้าหมายของอเมริกาด้วย เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ผมจะเพิ่มเงินช่วยเหลือต่างประเทศขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัวเป็นห้าหมื่นล้านดอลล่าร์ เราต้องต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยนำโลกไปสู่การลดการปล่อยมลพิษลงร้อยละ 80 จากระดับเมื่อปี 1990 ภายในปี 2050 เราต้องทำอย่างจริงจัง อย่างมีข้อผูกมัด และ โปร่งใส สำหรับมลพิษของสหรัฐ

โลกจะได้เห็นโฉมหน้าใหม่ของอเมริกาในวันที่ผมได้รับเลือกตั้ง ความเข้าใจของผมเกี่ยวกับความท้าทายนี้ไม่ได้มาจากพื้นที่ของอำนาจการเมืองเท่านั้น แต่มาจากโลกที่กว้างออกไป พ่อผมข้ามมหาสมุทรมาเพื่อหาความฝันแบบอเมริกัน ตอนเป็นเด็ก ผมวิ่งเล่นเท้าเปล่ากับเด็กๆ ในอินโดนีเซีย เมื่อเป็นหนุ่มผมทำงานในมุมหนึ่งของอเมริกาที่ไม่มีใครสนใจ ที่ซึ่งผู้คนต้องต่อสู้กับความรุนแรงและสิ้นหวัง ไม่ว่าผมจะอยู่ในการประชุมสุดยอด G8 หรือในอาฟริกา ผมจะพูดไม่ใช่ในฐานะของผู้ที่เตรียมข้อมูลมาอย่างดีเท่านั้น แต่พูดในฐานะของคนที่มีย่าอาศัยอยู่ในกระท่อมที่ไม่มีน้ำประปา ในหมู่บ้านของเคนย่าที่เต็มไปด้วยเอชไอวี/เอดส์

ความเป็นผู้นำของสหรัฐเคยประสบความสำเร็จ เมื่อไรก็ตามที่คนอเมริกันรุ่นใหม่มอบวิสัยทัศน์ใหม่ นโยบายใหม่ และโฉมหน้าใหม่แก่โลก ผมจะรวมพลังและระดมคนอเมริกันเพื่อผลักดันแนวทางนี้โดยการเปิดกว้างและซื่อสัตย์ต่อคนในประเทศ และผมจะนำอเมริกาที่โลกจะให้ความไว้วางใจและเชื่อถือได้อีกครั้งหนึ่ง

หนู..."สอบไม่ติด" แต่...ชีวิตต้อง "เดินต่อ"






ตอน : หนู..."สอบไม่ติด" แต่...ชีวิตต้อง "เดินต่อ"
"...สุดที่รัก โทรมาช่วยรับหน่อย..." เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นในช่วงเช้าของวันนี้ ปลุกผมให้สะดุ้งขึ้นจากความฝันอันแสนหวานที่กำลัง "จุ๊กกะจิ๊กจู๋จี๋" กับน้อง "เทย่า" ซึ่งเป็นผลพวงจากการดูละคร "นางแมว เมี๊ยว แซบอีหลี" เมื่อคืนวันก่อน แล้วเก็บเอา มาฝันเป็นตุเป็นตะว่ากำลัง "หวานหยดจนมดมารุมไต่ตอม" กะน้องเทย่าผู้น่ารักนั่นเอง
"ใครโทรมาวะเนี่ย...?" ผมงัวเงียขึ้นจากที่นอน ซึ่งจริงๆ แล้ว เสียงเรียกเข้าเพลงนี้นั้น ผม "สงวนลิขสิทธิ์" ไว้ให้กับคนในครอบครัวเท่านั้น ซึ่งมีเพียง "สี่เบอร์" ที่จะมีเสียงเพลง นี้เล็ดลอดออกมาให้ผมได้ยินได้ เบอร์แรกก็คือ เบอร์ที่บ้านของผม เบอร์สองก็น้องชายผม เบอร์ที่สามก็เบอร์คุณพ่อ และเบอร์สุดท้ายก็คือ "หลานสาวสุดรักสุดหวง" คนเดียวของผม นั้นเอง อ้อ! เกือบลืม เดี๋ยวจะหาว่า "ละเมิดลิขสิทธิ์" ไม่ต้องห่วงนะครับ "อากู๋" ผมเสียเงิน ดาวน์โหลดเพลงนี้มาอย่าง "ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการทั้งปวง" ครับ สบายใจได้เลย



"น้าทู...หนู "สอบไม่ติด" ค่ะ" เสียงปลายสายดังมาทันทีที่ผมกดรับสายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ซึ่งผมคิดว่า "ไม่ใช่" สาเหตุจากคลื่นความถี่มีปัญหาอย่างแน่นอน มันเป็นเสียงสั่นจากอารมณ์ และความรู้สึกของหลานสาวในช่วงเวลานี้อย่างแน่นอน "อะไรนะ" ผมตอบกลับไปอย่างมึนงง "หนูสอบไม่ติด ไม่มีชื่อหนูเลย" เสียงของหลานสาวที่ส่งมาตามสายเริ่มที่จะสั่นเป็นจังหวะระรัว มากขึ้นกว่าครั้งแรก ความง่วงเหงาหาวนอนที่มีอยู่ภายในหัวของผมต่างพากัน "วงแตกแยกย้าย" สลายตัวไปจากหัวสมองโดยทันที หลังจากได้รับการยืนยันคำตอบจาก "หลานสาว" อีกครั้งหนึ่ง
..........
..........
..........
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เดี๋ยวน้าทูโทรหาน้าตี๋ก่อน ให้แม่เอ็งพากลับบ้านมาดีๆ นะ" ผมปลอบหลาน โดยที่ในหัวยัง "คิด" หาทางออกกับเรื่องนี้ไม่ได้เลย เมื่อวางสายแล้ว ผมรีบโทรหาน้องชายทันที "เออ..ว่าไง มีอะไรวะ" เสียงน้องชายของผมงัวเงียงึมงัมพึมพัมมาตามสายโทรศัพท์ "ไอ้เฟริสท์ "สอบไม่ติด" ว่ะ โทรหาเพื่อนเอ็งให้ "ช่วย" ได้มั๊ยวะ" ผมตอบกลับไปโดยทันที "อะไรนะ มันสอบไม่ติดเหรอเนี่ย" น้องชายคงมีอาการเดียวกับผม หลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราว เนื่องจากครอบครัวของผมมี "หลานสาว" เป็นหลานคนแรก และมีเพียงแค่คนเดียวในตอนนี้ เนื่องจากผมและน้องชาย "บ่มีไก๊" เอ๊ย! ยังไม่มีน้ำยา อุ๊ย! ไม่มีครอบครัวเป็นของตัวเองนั่นเอง ซึ่งครอบครัวของพี่สาวผมมาประสบภาวะ "ล้มละลายในสถาบันครอบครัว" ทำให้ผมและพ่อแม่ รับ "หลานสาว" มาอยู่ในความดูแลเพื่อไม่ให้เป็น "เด็กมีปัญหา" และสร้างเรื่องปวดหัวให้แก่ สังคมที่ "ฟอนเฟะ" อยู่แล้วให้ "เละตุ้มเป๊ะ" กว่าที่เป็นอยู่โดยใช้ "ความรัก ห่วงใยดูแลเอาใจใส่" เป็นวัคซีนป้องกันโรค "ไข้หวัดเด็กมีปัญหา" ที่กำลังระบาดไปทั่วชุมชนสังคมเมืองไทยนั่นเอง



"ไหนมันบอกว่า "มั่นใจ" ทำข้อสอบได้ไงวะ" น้องชายผมถามคำถามกลับมาที่ผมอีกครั้ง "ไม่รู้สิ" ผมตอบไปตามความคิดของผมจริงๆ เพราะไม่สามารถรู้ว่า เพราะเหตุใด "หลานสาว" ผมถึงสอบเข้า ม.1 โรงเรียน "ใกล้บ้าน" ที่ไม่ใช่ "โรงเรียนมัธยมเกรดเอ" ที่ใครๆ ต่างพากัน กระเสือกกระสนทำทุกวิถีทางให้ลูกหลาน "มีรายชื่อ" ในนักเรียนที่สามารถสอบเข้าเรียนต่อได้
..........
..........
..........
ในตอนแรกพ่อของผมได้มาถามผมว่ามีคนรู้จักสามารถ "ฝาก" เข้าโรงเรียน "เลดี้-สตั๊ดดี้" ซึ่งเป็น "โรงเรียนเกรดเอ" ได้ (ถ้าอยากรู้ว่า เลดี้-สตัดดี้ คือโรงเรียนอะไร แปลเอาเองนะจ๊ะ) โดยเราต้องเตรียม "เงินฝาก" เข้าไปยังธนาคารในชื่อของ "สถานศึกษา" ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก ในวงการธนาคาร นั่นคือ ธนาคารสถานศึกษานั้น "ฝากเงิน" แล้ว ดอกเบี้ยก็ไม่ได้ และไม่สามารถ ที่จะถอน "เงินฝาก" กลับคืนมาได้ ซึ่งก็หมายความว่า ฝากแล้วไม่รับคืนไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็ตาม ผมเอ่ยถามผมว่าเค้าให้เตรียม "เงินฝาก" เท่าไร พ่อผมบอกตัวเลขมาเล่นเอาผม "อึ้งกิมกี่" ไป ชั่วขณะ เพราะไม่เชื่อว่าการสอบเข้าโรงเรียนรัฐบาลที่มีชื่อเสียงนั้น จะมีค่ามีราคาได้ถึงขนาดนี้ ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์เห็นข่าวว่า "กระทรวงศึกษาฯ" รับประกันว่าจะไม่มี "แป๊ะเจี๊ยะ" ในปีนี้ สงสัยกระทรวงศึกษาฯ คงจะไป "ล้วงลูกกระทรวงเกษตรฯ" มากไปหน่อย ถึงได้ทำให้คนใหญ่ คนโตในกระทรวงศึกษาฯ "เอาหูไปนา เอาตาไปไร่" กับพฤติกรรม "เส้นๆ ฝากๆ แป๊ะๆ เจี๊ยะๆ" ที่ยังคงมีอยู่ในโรงเรียนดังๆ หรือกระทรวงคิดว่านี่คือ "โบนัส" ให้กับโรงเรียนเหล่านั้นก็เป็นได้


ผมคิดว่าผมตัดสินใจ "ถูก" ที่ให้หลานสาวสอบเข้าเรียนยังโรงเรียนใกล้บ้าน ที่เคยเป็นสถานที่ "ประสิทธิประสาทวิชา" ให้กับผม พี่สาว และน้องชาย ในสมัยเด็กๆ ทั้งครอบครัว ซึ่งโรงเรียนนี้ ถือว่า "ดีที่สุด" ในละแวกบ้าน และผมก็มีความ "มั่นใจ" อยู่ลึกๆ ว่าโรงเรียนแห่งนี้ คือ โรงเรียน ประจำตระกูล เรียนตั้งแต่ "แม่ น้า ยัน ลูกหลาน" อีกทั้งยังเชื่อใน "ความสามารถ" ของหลานสาว ว่า "สอบติด" โดยไม่ต้องใช้ "กำลังภายใน" อาศัยชื่อเสียงเก่าๆ ของผม ที่ทำให้กับโรงเรียนนี้ หรืออาศัยความสนิทชิดเชื้อกับอาจารย์ของ "น้องชาย" เบิกทาง หรือพูดง่ายๆ ว่า "ใช้เส้นสาย" เนื่องจากครอบครัวผมนั้น ไม่เคยคิดที่จะใช้วิธี "เส้นสาย" ให้มาเป็นพฤติกรรมที่เคยชินในชีวิต แต่แล้ววันนี้กลายเป็นว่าผมตัดสินใจ "ผิด" ที่ไม่ได้ช่วยเหลือ "หลานสาว" ทั้งๆ ที่สามารถทำได้ และนั่นก็ทำให้ผมเข้าใจว่าความ "มั่นใจ" ไม่สามารถเทียบได้กับคำว่า "ชัวร์" แม้แต่นิดเดียว
"เฮ้ย แม่เพื่อนบอกว่า ทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้วะ" น้องชายผมโทรกลับมาบอกข่าวอีกครั้ง "ก็คิดว่ามันทำได้น่ะสิวะ แล้วเค้าว่าไงล่ะ" ผมตอบน้องชาย พร้อมกับตั้งคำถามกลับ "เค้าให้วัดดวง "จับฉลาก" ว่ะ แม่เพื่อนมัน "ฝาก" เต็มโควต้าแล้ว" น้องผมตอบมาอีกครั้ง "อืมม์..." ผมรู้สึกพูดไม่ออกไปชั่วครู่หนึ่ง ไม่น่าเชื่อเลยว่า "โรงเรียน" ที่ผมศึกษามาในสมัยเด็ก ก็ได้รับกรรมวิธีการ "วัฒนธรรมฝากเงิน" มาจาก "โรงเรียนเกรดเอ" ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว "ยังไงถ้าไม่ได้ ก็ให้มันเรียน "เอกชน" แถวๆ บ้านก็ได้ ไม่ต้องคิดมากหรอกว่ะ" น้องชายผมกล่าว ประโยคนี้ออกมา ซึ่งตัวผมคิดว่าน่าจะเป็นการ "ปลอบใจ" กันเองระหว่างน้าชายทั้งสองคน "เออ ว่างั้นแหละ แต่งานนี้ สงสารแต่ "ไอ้เฟริสท์" มันว่ะ" ผมตอบกลับน้องชายไปอีกครั้ง "หึ หึ หึ เดี๋ยวเย็นๆ ลองโทรหาแม่เพื่อนดูอีกที ได้เรื่องยังไงจะโทรมาบอกแล้วกัน แค่นี้ก่อนโว้ย" เจ้าน้องชายผมตัดบทวางสาย ซึ่งผมเองรับรู้ได้ว่า น้องชายของผมนั้นมี "ความรักและความ ห่วงใย" ต่อหลานสาวคนนี้ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสมาชิกคนใดในครอบครัวของผมเลย


หลังจากวางสายน้องชายแล้ว ผมกลับมานั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าที่ผ่านมา ได้แต่ตั้งคำถามในใจว่า "ทำไม...?" โรงเรียนรัฐบาลในละแวกบ้านมี "มากมาย" หลายโรงเรียน ถึงไม่สามารถมี "คุณภาพในการเรียนการสอน" เท่าเทียมกันทุกโรงเรียน ถึงได้ทำให้ "นักเรียน" แห่แหนกันไปสอบเข้าแค่เพียง "โรงเรียนเก่า" ของผมเพียงแห่งเดียว ทั้งๆ ที่รัศมีของสถานที่ ตั้งบางโรงเรียนใกล้บ้านกว่าโรงเรียนเก่าของผมอีก "การจัดการ" กระจาย "คุณภาพการศึกษา" ของกระทรวงที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่ที่ไหนหรือ โรงเรียนที่ดีก็ดีสุดโต่ง ที่แย่ก็แย่สุด "TEEN" หน่วยงานที่วัดผล และปรับปรุงโครงสร้างทางการศึกษามีหน้าที่ "กินก๋วยเตี๋ยวในช่วงตอนเช้า กับตอนเย็น" หรือที่เรียกกันว่า "เช้าชาม-เย็นขาม" แค่นั้นหรือ ผมอดคิดไม่ได้ว่า "เด็กๆ" ที่ประสบ "ชะตากรรม" เดียวกับหลานสาวผมที่ "สอบไม่ติด" จะมี "อนาคตทางการศึกษา" เป็นอย่างไร
หลานสาวผมนั้น อาจจะมี "ทางเลือก" ที่ไปเรียนต่อ "โรงเรียนเอกชน" ดีๆ สักที่หนึ่ง ซึ่งคง เป็นการศึกษาที่มีการ "ลงทุน" สูงกว่าโรงเรียนรัฐบาล แต่ถ้าให้เลือกไปเรียน "โรงเรียนรัฐบาล" ที่ด้อย "คุณภาพทางการศึกษา" แล้ว ผมขอเลือก "เสียทรัพย์" เพื่อแลก "วิชา" ให้กับหลานสาว เสียดีกว่า เพราะสุภาษิตก็บอกไว้แล้วว่า "มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน" หรือว่าไม่จริงครับ


ผมเป็นห่วงพวกเด็กๆ ที่ฐานะของครอบครัวไม่มี "กำลัง" ส่งเข้าไปเรียนยังสถานศึกษาดีๆ ได้ การพัฒนาทางการศึกษาของพวกเขาจะเป็นเช่นไร ต้องจมปลักกับการเรียนการสอนแบบ "ห่วยๆ" ไปอีกถึงเมื่อไหร่ แล้วอนาคตข้างหน้าเขาจะสามารถแข่งขันกับบรรดา "นักเรียน" ที่มาจากสถาน ศึกษาดีๆ ได้หรือไม่ ถึงตอนนี้อาจจะมีคนแย้งว่าผมกำลัง "ดูถูก" โรงเรียนเหล่านั้นมากเกินไปหน่อย ผมคิดว่าเราต้อง "ยอมรับ" ว่าเกิด "ปัญหา" เรื่องคุณภาพในสถานศึกษาที่เรียกว่า "โรงเรียน" จริงๆ ผมไม่เชื่อว่า "ทุกโรงเรียน" จะมีการเรียนการสอนเหมือนกันหมด เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ ผมคงจะไม่เห็น "ภาพข่าว" นักเรียนแห่กันไปสอบโรงเรียนชื่อดังเป็น "เรือนหมื่น" โดยที่รับได้เพียง "พันต้นๆ" ซึ่ง ผมก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่า จากพันต้นๆ ลบด้วย "เงินฝาก" จะเหลือ "สอบเข้า" จำนวนจริงอยู่เท่าไร
..........
...........
..........
สุดท้ายนี้ ผมก็อยากจะให้ความคิดของผมได้ล่องลอยไปยัง "กระทรวงศึกษาธิการ" เผื่อจะมี "ปาฏิหาริย์" ครั้งใหญ่กับการศึกษาไทยภายในอนาคตที่จะมีการศึกษาที่เท่าเทียมกัน หากจะลดหลั่น ก็ขอให้ลดหลั่นกันที่ไม่แตกต่างกันราว "ฟ้ากับเหว" อย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ แล้วก็อยากจะให้ระบบ "วัฒนธรรมเส้นสายและเงินฝาก" สลายไปจากสถาบันการศึกษาในทุกๆโรงเรียนในประเทศไทย เพราะอะไรรู้ไหมครับ ผมเชื่อใน "กงกรรม-กงเกวียน" น่ะสิครับ ผมเชื่อว่าคนที่ "ลงทุน" เข้าไป โดยใช้ "เส้นสายและเงินฝาก" แล้วในอนาคตเมื่อเขามีหน้าที่การงานที่ "มีอำนาจ" ในการคัดเลือก เด็กนักเรียนเข้า "ศึกษา" ในสถานศึกษาชื่อดังเหล่านั้นได้...คุณคิดเหมือนกับผมบ้างไหมว่า
..........
..........
..........
...........
..........
งานนี้มี..."ถอนทุน"...คืนอย่างแน่นอน

ปัจฉิมลิขิต : ขอบพระคุณภาพ-เสียง จากอินเตอร์เนท ขอบคุณคร๊าบ

ใช้ "สุขา" อย่าง "สุขี" ฟังทางนี้นะจ๊ะ





สวัสดีนะจ๊ะ "มิตรรักนักเลง อุ๊ย! นักเพลง" ของ "คุณอาปุ้มปุ้ย" คุณอาหายหน้า หายตา หายหัว ไปเสียน๊าน นาน ไม่รู้ว่ามีคนคิดถึงกัน บ้างมั๊ยน๊อ สำหรับคุณอาแล้วคิดถึงมิตรรักนักเพลงทุกคนจริงๆ นะเนี่ย ตอนนี้ "ภารกิจ" หาหลานเข้าโรงเรียนของอีตาเตี้ยก็ "สำมะเหร็ดเสร็จกิจ" เป็นที่เรียบร้อย คุณอาคิดว่าจะ "ผึ่งพุงยาวๆ" รับเทศกาล "สงกรานต์" ที่ไหนได้ล่ะจ๊ะ คุณพี่ "ปื๊ดศักดิ์ ณ บางบอน" ที่ปรึกษาส่วนตัวคุณน้องเลขา "วัน ณ บางบอน" เจ้าของตำแหน่ง "มิสสะเต่อ ถ๊อย "ถ่อย" เอ๊ย! ถ๊อยเหล็ด" ที่เคารพรักยิ่งน่ะสิจ๊ะ พี่ปื๊ดมา "ขอร้องแกมบังคับ" ให้คุณอาตีฆ้องร้องป่าว "รณรงค์การใช้สุขาอย่างสุขี" ช่วยแกอีกช่องทางหนึ่ง คุณอาเป็นคนไม่ชอบ ขัดใจใครอยู่แล้ว ก็เลยได้รับตำแหน่ง "ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของที่ปรึกษาของ เลขาสาธารณสุข" อย่างไม่ได้ตั้งใจเลยเชียว เอาน่ะ "คนฝั่งธน" ก็ช่วยๆ กันไป

ตอนแรกคุณอาว่าจะไปเดินสายช่วยรณรงค์ตาม "ห้องน้ำห้องท่า" ทุกสถานีขนส่ง ตาม "น้องวัน" เค้า บังเอิ๊ญ บังเอิญ คุณอา "พองลม" ไม่ได้เหมือนลิ่วล้อน้องวัน "พี่ปื๊ด" แกก็เลยแนะนำให้คุณอาไปรณรงค์ที่อื่น คุณอาก็นั่งคิดนอนคิดมาสองวัน ก็เกิดความคิดว่า "สุขา" ภายในเมืองหลวงของเรา โดยเฉพาะ "ที่เที่ยวกลางคืน" ตาม ทองหล่อ แอนด์ รัชดา พระรามเก้า ยังไม่มีใครมารณรงค์โครงการนี้บ้างเลย ทั้งๆ ที่จริงแล้ว "สุขา" ย่านนี้ไม่ค่อยจะ "สุขี" เท่าไร ก็เลยร่างข้อกำหนดกฎเกณฑ์ ในการเข้า "สุขา" ให้ "สุขี" ในที่เที่ยว ให้ "พี่ปื๊ด" แกนำเสนอให้ "น้องวัน" อนุมัติ เชื่อมั๊ยจ๊ะว่า ตดยังไม่ทันหายเหม็น "น้องวัน" แกอนุมัติเป็นที่เรียบร้อยช้อยเก็บฉาก คุณอาล่ะภูมิใจจริงๆ เลย ทำให้คุณอาต้องมาเล่าแจ้งแถลงไขให้ "มิตรรักนักเพลง" ได้รับรู้ถึงวิธีการ "เข้าสุขาให้สุขีในที่เที่ยว" ทราบเป็นกลุ่มแรกๆ เลยนะจ๊ะเนี่ย ตั้งใจฟัง เอ๊ย! อ่านและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดนะจ๊ะ เด็กๆ นักเที่ยวทั้งหลาย


ข้อ ๑. เมื่อเข้า "สุขา" จงใช้สายตาก้มลงมองไปที่ "พื้นดิน" อย่างเคร่งครัด เนื่องจากอาจเกิดเหตุการณ์ "เหยียบตาปลา" ขาใหญ่ ขาเยอะ โดยมิได้เจตนาได้

ข้อ ๒. หากก้มลงมองพื้นดิน แล้วเมื่อยลูกตาเวลาเข้า "สุขา" อนุญาตให้มองมายัง บรรยากาศโดยรอบได้ชั่วคราว ห้ามสอดส่ายสายตาไปมาโดยไม่จำเป็น ยกเว้นเพียง ผู้เข้า "สุขา" สามารถทำตา "ไม่สามัคคี" ได้ เนื่องจาก ขาใหญ่ ขาเยอะ ไม่สามารถ ทราบได้ว่า ผู้เข้า "สุขา" มองหน้าหาเรื่อง หรือ มองดูภาพข้างฝาห้องน้ำ

ข้อ ๓. อย่าพยายามมองหน้าใครภายใน "สุขา" มิเช่นนั้น คุณอาจจำต้องเล่นเกมส์ "คำถามพาโชค" โดยไม่ทันตั้งตัว ซึ่งจะมีคำถาม "อภิมหาอมตะนิรันดร์กาล" ว่า "Are you know my "FATHER"..?? โดยมี "ตัวช่วย" รอบข้างมากมาย คอยแจกขนม "ตุ๊บ...ตั๊บ" ให้แก่ผู้ตอบคำถามไม่น้อยกว่าห้าคน ก่อนที่จะได้อ้าปากตอบ หากผู้เข้า "สุขา" โชคดีมากถึง มากที่สุด อาจได้รับคำถามเดิม แต่ได้รับรางวัล "แจ็คพอต" เป็น "ลูกตะกั่วฝังเพชร เอ๊ย! ฝังตามร่างกาย" เป็นรางวัลสูงสุด

ข้อ ๔. จงใส่ "แพมเพอร์" ขณะเที่ยวกลางคืน ก็จะ "สุขี" โดยไม่ต้องพึ่ง "สุขา"


เป็นยังไงกันบ้างล่ะจ๊ะ คุณอาหวังว่า มิตรรักนักอ่านที่ไม่มีโปรแกรมไป "ตอจอวอ" และวางแผนเที่ยวกลางคืนใน "กอทอมอ" ย่าน "ลูกมอทอหนึ่งเที่ยว" ได้รับวิธีการ เข้าสุขาอย่างสุขี ที่ถูกวิธีกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะจ๊ะ คุณอาก็คงต้องขอตัวไป "คุก" เอ๊ย! "ผึ่งพุงสบายๆ ให้คลายร้อน" ก่อนนะจ๊ะ พบกันใหม่หลังวันสงการนต์ นะต๊ะเอ๋ง

อุ๊ย! คุณอาเกือบลืมซะแล้ว มิตรรักนักอ่านจ๊ะ "สงกรานต์" นี้ ก็ขอให้เล่นกันพอ "หอมปาก หอมคอ" เอ๊ย! ไม่ได้สิจ๊ะ เดี๋ยว "เยาวชน" ที่น่ารักยิ่งของคุณอาอ่านแล้ว ไปตีความว่าให้เล่นสงกรานต์กัน แล้วเข้าไป "หอมปาก หอมคอสาวๆ" ล่ะ ยุ่งตายเลย เล่นกันพอสมควรนะจ๊ะ คุณอาเป็นห่วง "บิลค่าน้ำ" ปลายเดือน ของมิตรรักนักอ่าน นะจะบอกให้ คุณอาไปแล้วจริงๆ จ๊ะ "เมาไม่ขับ" ด้วยนะจ๊ะทุกคน รักนะ จุ๊บ จุ๊บ

คำคมวันนี้ (ของฝากนักเที่ยว)

"เข้า "สุขา" อย่าง "สุขี"...อั้น "ขี้" อั้น "เยี่ยว" ใน "ที่เที่ยว"

เก็บไว้ไป "เต็มเหนี่ยว" ที่ "สุขาบ้านตัวเอง" สิจ๊ะ"

ขอขอบพระคุณ "พี่ปื๊ดศักดิ์ ณ ทอรัส" ผู้มอบคำคมวันนี้ด้วยจ๊ะ

ขอบพระคุณภาพจาก ผู้จัดการออนไลน์ เสียงจากอินเตอร์เนท นะจ๊ะ

"มานี-ชูใจ ๒๕๕๑"




"ลุงคะ ไปโรบินสันรัชดาฯ ไหมคะ" เป็นเสียงของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่เพิ่งออกมาจากสถานีรถไฟหัวลำโพง แล้วดิ่งมายังรถ taxi ที่จอดอยู่บริเวณด้านหน้าสถานี เพื่อที่จะบอกจุดหมายปลายทางที่เธอต้องการจะไป

"ไปครับ" ชายวัยกลางคนที่นั่งทอดอารมณ์อยู่ในรถ taxi กลางเก่ากลางใหม่ตอบตกลง แล้วกุลีกุจอเปิดท้ายรถเพื่อเก็บข้าวของจากสองมือที่หญิงสาวผู้นั้นหอบมาพะรุงพะรัง มีทั้งชะลอมใส่ผลไม้ต่างๆ และลังใส่ของ 2 ใบ ซึ่งจากการคาดคะเน น่าจะมีน้ำหนักที่ค่อนข้างหนักอยู่ไม่ใช่น้อย

"น่าจะเป็นของฝากจากบ้านนอก" ชายวัยกลางคนคิดในใจ ขณะกำลังยกของใส่ท้ายรถโดยมีหญิงสาวคอยช่วยอยู่ข้างๆ เมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว รถคันนั้นก็ได้ออกเดินทางไปยังจุดหมายที่หญิงสาวต้องการจะไป.....


"เข้ากรุงเทพฯ มาทำอะไรหรือหนู" เป็นเสียงเริ่มต้นการสนทนา จากคนขับแท็กซี่ เนื่องจากการจราจรในยามเย็นวันศุกร์สุดสัปดาห์ ของเมืองหลวงที่ขึ้นชื่อว่าเป็น "เมืองฟ้าเมืองอมร" นั้น "รถติด...เป็นเรื่องธรรมชาติ" การพูดคุยกับผู้โดยสารนั้น น่าจะทำให้เกิดบรรยากาศภายในรถดีขึ้น ไม่เป็นการอึดอัดทั้งสองฝ่าย

"มาหาเพื่อนค่ะ" เสียงของหญิงสาวที่ด้านหลังคนขับตอบกลับมา

"ปิดเทอมแล้ว หนูเรียนจบพอดีด้วย เพื่อนเค้าเลยชวนมาเที่ยวกรุงเทพฯ เราไม่ได้เจอกันนานแล้วล่ะค่ะ" หญิงสาวเริ่มพูดคุยกับคนขับรถมากขึ้น

"อ๋อ แล้วไปทำอะไรที่รัชดาฯ ล่ะหนู" คนขับรถถาม

"เพื่อนเค้านัดเจอที่ร้านอะไรนะ แม็ก แม็กอะไรสักอย่างล่ะค่ะ ลุงรู้จักไหมคะ"

"แมคโดนัลด์ หรือเปล่าหนู" คนขับรถตอบกลับ

"ใช่แล้วค่ะ ลุงช่วยไปส่งหนูหน่อยนะคะ หนูเพิ่งเคยเข้ากรุงเทพฯ ครั้งแรก" เป็นเสียงขอร้องของหญิงสาว

"หึ หึ ได้ ได้ เรามันคนบ้านนอกเหมือนกันหนูเอ้ย " คนขับรถรับคำ

เมื่อมาถึงที่นัดหมาย คุณลุงคนขับก็ช่วยขนของลงจากท้ายรถและบอกสถานที่ให้แก่หญิงสาวว่า "แมคโดนัลด์" อยู่ที่ไหน หญิงสาวกล่าวขอบคุณ และหอบข้าวหอบของไปยังสถานที่ที่คุณลุงบอกเป็นร้านอาหารที่แปลกตาสำหรับเธอ กว้างใหญ่ ผู้คนจอแจ แต่งกายแปลกๆ ไม่เหมือนร้านอาโก ประจำหมู่บ้านของเธอเลย แม้แต่สักนิดเดียว เมื่อเธอเดินเข้ามาภายในร้าน แทบจะทุกสายตาในร้านจ้องมองมาที่เธอ เธอเดินงกๆ เงิ่นๆ อยู่สักพัก ก็มีมือมาสัมผัสที่ไหล่เธอเบาๆ

"...ชูใจ ใช่ ชูใจ หรือเปล่าเค๊อะ คริ คริ อิ อิ หุ หุ..."

เธอหันกลับไป พบกับหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ หน้าตาคุ้นมาก แต่...เส้นผมของเธอ ช่างเหมือนกับสายไหมสี ที่ใช้ใส่โรตีเหลือเกิน มีทั้งสีทอง สีชมพู สีเขียวสด และใส่เสื้อที่ดูแล้วอึดอัดอกอึดอัดใจ เหมือนกับว่าเลือกซื้อเสื้อมาผิดขนาด กระโปรงไม่ต้องพูดถึง จากการคาดคะเนด้วยสายตา ความยาวของกระโปรงไม่น่าจะเกิน 2 คืบ และมีการแต่งหน้าแต่งตาคล้ายคลึงกับนางเอกงิ้วที่เคยมาแสดงที่ศาลเจ้าประจำหมู่บ้านเธอเลยทีเดียว เมื่อเธอเพ่งมองดูสักพัก แล้วอุทานออกมาว่า

"มานี...ใช่ มานีหรือเปล่าจ๊ะ"

"ตายแล้ว...ชูลี่ ทำไมตัวเองเรียกเค้าอย่างนี้เนี่ย ไม่เอานะเค๊อะ เค้าเปลี่ยนชื่อเป็น "มินนี่" แล้วนะ ห้ามเรียก มานี นะ คริ คริ หุ หุ อิ อิ..." หญิงสาวตอบกลับชูใจ พร้อมทำหน้าตาที่ชูใจไม่เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นทำแก้มป้อง ขมวดคิ้ว แลบลิ้น และเหลือกตา พร้อมกับส่ายหัวไปมาเวลาพูดคุยกับเธอ นี่ยังไม่รวมสำเนียง "คริ คริ อิ อิ หุ หุ" ที่เธอไม่เข้าใจว่ามันแปลว่าอะไร

"จ๊ะ จ๊ะ มานี เอ้ย มินนี่" ชูใจรับคำ

"ไปนั่งที่โต๊ะโน้นก่อนนะเค๊อะ เด๋วเค้าไปหาดริ๊งมาให้ดื่ม แล้วดูสิเนี่ย ตัวเอ๊ง หอบของอะไรกันมายะเธอ ยังกับย้ายบ้านมานะหล่อน คริ คริ หุ หุ อิ อิ"

"ของฝากจากทางบ้านน่ะจ้ะ ทางโน้นเขาให้ฉันเอามาฝากเธอ ฝากปิติ พี่มานะ แล้วก็พี่วีระ ด้วยน่ะ" ชูใจตอบ

"ตายแย้ว เค้าลืมบอกนะเค๊อะ ตาปิติน่ะ เค้าเปลี่ยนชื่อเป็น "ปีเตอร์" แล้วนะยะหล่อน ส่วนเจ๊ เอ๊ย พี่มานะน่ะ เค้าชื่อ "แมนนี่" พี่วีระก็เป็น "วิลลี่" ห้ามเรียกชื่อเก่านะเค๊อะ คริ คริ หุ หุ อิ อิ" มานีพูดกับ ชูใจพร้อมกับนำเครื่องดื่มมาให้เธอที่โต๊ะ

"แล้วพวกเขาจะมาเมื่อไหร่ เหรอจ๊ะ มินนี่" คราวนี้ชูใจเรียกชื่อเธอไม่ผิด

"เด๋วก็มามั้งเค๊อะ หุ หุ ชูลี่มาถ่ายรูปกับเค้าเป็นที่ระลึกดีก่า นะ นะ อิ อิ คริ คริ" แล้วมานีก็หยิบวัสดุสี่เหลี่ยมคล้ายโทรศัพท์ แต่ดูไปดูมาก็คล้ายกล้องถ่ายรูป แล้วเบียดเข้ามานั่งใกล้ๆ ตัวเธอ ระหว่างที่ถ่ายรูปกันอยู่ ชูใจได้สังเกตเห็นตอนที่มานีเปลี่ยนอิริยาบถระหว่างถ่ายรูปนั้น มานีไม่ได้ใส่ "กางเกงใน" เธอจึงรีบกระซิบบอกกับเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธอว่า

"มินนี่จ๊ะ เธอลืมใส่กางเกงในหรือเปล่าจ๊ะ"

"ต๊าย ตาย เชยจังเยย ชูลี่ เนี่ย ไม่ทันสะหมอ... เอ๊ย ทันสะหมัยเยยนะยะ ตอนนี้ เค้า อินเทรนด์ นะเค๊อะ หล่อน หุ หุ เด๋วว่างๆ เค้าจะไปทำสี ให้ แมทช์ กับ ผมเข้าอยู่เนี่ยตัว อิ อิ คริ คริ" มานีตอบกลับ ชูใจ พร้อมกับตั้งใจทำท่าทางประหลาดๆ กับเจ้ากล้องถ่ายรูปต่อไป


"ว่าไง...ทรงผมใหม่ จี๊ดมั๊ย เจ๊มินนี่...อ๊ากซ์ พาสาวไหนมาด้วยเนี่ย ว่างัยน้องสาวววว" เสียงของชายหนุ่มดังขึ้นมา ระหว่างที่เธอนั่งมองดูพฤติกรรมของมานีอยู่เงียบๆ ชูใจหันไปมอง หน้าตาเหมือนคนคุ้นเคย แต่แตกต่างที่ทรงผมที่ดูเหมือนกับ ถูกหนูแทะเป็นหย่อมๆ และสีสันก็ไม่แตกต่างกับผมของมานีสักเท่าไหร่ ชูใจสังเกตที่จมูกของชายหนุ่ม ช่างคล้ายกับการ "สนตะพาย" ที่จมูกของเจ้าทุย ในท้องนาของบ้านเธอเสียเหลือเกิน มีการเขียนขอบตา ขอบปากให้เป็นสีดำ ใส่เสื้อเชิ๊ตรัดรูปสีมอซอ สิ่งที่ชูใจสะดุดตาที่สุดนั่นคือ "กางเกง" ของเขา ชูใจอดคิดไม่ได้ว่า ถ้า...วันหนึ่ง ระบบขับถ่ายของร่างกายเขาเกิดการรั่วไหลอย่างฉับพลันขึ้นมา เขาจะมีความสามารถถอดกางเกงได้ทันเวลาไหม???

"ชูใจ งัยยะ ตาปีเตอร์ ทำเป็นจำเพื่อนเก่าไม่ได้ แม๋ แม๋ เล่นกัดสีผมเหมือนชั้นเยยนะยะ อินเทรนด์นะตัวเนี่ย คริ คริ หุ หุ อิ อิ"

"ปิติ เอ้ย ปีเตอร์ หรือจ๊ะ สบายดีมั๊ย ย่าเค้าฝากของมาฝากเต็มเลยนะ" ชูใจกล่าวพร้อมกับสาละวนค้นหาของที่ย่าของปิติไหว้วานนำมาให้กับหลานชายสุดที่รัก มีทั้ง ปลาแห้ง ผลไม้นานาชนิด ที่ย่าคิดว่าหลานโปรดปรานที่สุด

"พอเลย เจ๊ พอเลย ไม่อ็าว อ๊ากซ์ "รีโทรเลี่ยน" ไม่ถือลัง ถือชะลอมกลับอพาร์ทเมนท์ ไม่เอา ยกให้เจ๊เค้าแล้วกัน อ๊ากซ์..."

"เค้าก็ม่ายอาวนะเค๊อะ ยกให้ชูลี่หมดเลยนะเค๊อะ หุ หุ" มานีก็ไม่ยอมรับ

ชูใจได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเพื่อนสนิทของเธอ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จะกลับไปบอกกับคนที่หมู่บ้านว่าอย่างไร ระหว่างที่เธอกำลังคิดหาคำตอบอยู่นั้น ก็พบกับชายหนุ่ม 2 คนที่เดิน "ควงคู่" กันมาจริงๆ และตรงมาที่โต๊ะเธอ

"ว่ายังไงยะยัยมินนี่ หล่อนนัดฉันกับวิลลี่มาเนี่ย ทำไมยะ" เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น สำเนียงค่อนข้างกระเดียดไปทางตุ้งติ้งเสียมากกว่า

"หุ หุ คริ คริ ใจเย็นเจ๊แมนนี่ ดูสิใครมา" เสียงมานีเย้าแหยพี่ชายหัวใจสาวของเธอ

"ต๊าย ตาย พระเจ้าช่วย...กล้วยทอด ชูใจ ไปไงมาไงจ๊ะหล่อน"

"มาเยี่ยม มินนี่ กับพวกพี่ๆ แหละค่ะ" ชูใจตอบ

"ย๊ากซ์ แล้วเจ๊ไปไหนมา บอกเด็กเรโทร ได้มั๊ย" เสียงปิติแทรกมา

"นัดวิลลี่เค้าดูหนังย่ะหล่อน ดูเสร็จฉันก็รีบสะบัดตูดมาเนี่ยล่ะ" พี่มานะพูดพร้อมกับส่งสายตามองไปทาง พี่วีระอย่างหวานซึ้งอยู่เป็นระยะๆ

"ดูหนังไรมาเจ๊ อย่าบอกว่าดู หนังไทย นะ เด็กเรโทรเลี่ยน รับไม่ได้ ย๊ากซ์" ปิติพูดพร้อมทั้งทำท่าทางสะอิดสะเอียนหนังไทยสุดๆ ทั้งๆ ที่ตอนเด็กๆ นั้นปิติชอบหนีไปดูหนังกลางแปลงที่คนขายยานำมาฉายที่ท้ายหมู่บ้านอย่างเป็นที่สุด

"หนังไทยย่ะ ทำไม ดูไม่ได้หรือยังไงยะ" มานะตอบพร้อมทำท่าปะหลับปะเหลือก

"ดูเรื่องอะไร มาเค๊อะ หุ หุ" เสียงมานีถามสองชายหนุ่ม หันมามองหน้ากันอย่างสุดซึ้ง แล้วตอบคำถามแทบจะพร้อมกันว่า

"...เพื่อน...กูรักมึงว่ะ..." แล้วโน้มตัวเข้าหากันจนแทบจะปากชนปาก

"พอ เจ๊ พอ เด็กเรโทร จาอ๊วก แหวะ ย๊ากซ์ " ปิติปรามให้สองชายตื่นจากภวังค์

หลังจากสนทนากันได้สักพัก พี่มานะกับพี่วีระก็ขอตัวไปฟิตเนสแถวสีลมต่อ ส่วนปิติก็ได้บอกกับ ชูใจและมานีว่า

"เจ๊ เด๋ว เด็กเรโทร ขอตัวไปลองรถก่อนน่ะเจ๊ วันนี้วันศุกร์ สก๊อยเพียบ เพ่งโมมาใหม่ ต้องไปร่อนรถหาสาวสักหน่อย ย๊ากซ์"

"ต๊าย ครั้งที่แล้วก็แพ้เค้ามา เสียทั้งรถ ทั้งสก๊อยม่ายช่ายเหยอ คริ คริ แล้วปายหารถใหม่จากไหนเค๊อะ หุ หุ" มานีถาม

"แซงค์มาใหม่ ม่ายเห็นยากเลยเจ๊ แถวตลาดนัดรถที่จอดๆ ของเราทั้งนั้น เลือกเอาเลย ย๊ากซ์ วิชาเราเยอะ" ปิติตอบพร้อมทำหน้าเจ้าเล่ห์

"ต๊าย จะไปไหนก็ไปเถอะ เค้าไม่ไปหรอก นัดป๋าไว้ที่ อา ซี เอ ชูใจละไปมั๊ยเค๊อะ เดี๋ยวไปนอนค้างที่คอนโดเค้า พรุ่งนี้ค่อยกลับ สบ๊าย สบาย หุ หุ อิ อิ" มานีถามชูใจ

"ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ เดี๋ยวเรากลับรถไฟได้ ถึงหมู่บ้านก็เช้าพอดี เกรงใจน่ะ" ชูใจตอบมานี ทั้งที่จริงแล้วชูใจอยากจะมานอนค้างกับมานีเพื่อนที่สนิทที่สุด อยากจะคุยด้วยกันทั้งคืน ถามสารทุกข์สุขดิบ แต่ตอนนี้ มานี ได้กลายเป็น มินนี่ ที่เธอไม่เคยรู้จักนิสัยใจคอที่แท้จริงไปแล้ว

"เค้าตามใจตัวเองแย้วกาน เอาของฝากกลับไปด้วยนะเค๊อะ เค้ายกให้ คริ คริ" มานีตอบชูใจ พร้อมกับต่อโทรศัพท์หาใครบางคน "อะโห อะโห โย๋ ป๋า เรอะเค๊อะ...."

ส่วนปิติก็จากไปก่อนหน้านั้น พร้อมกับเสียงแผดร้องของท่อรถมอเตอร์ไซด์ของเขาที่คำรามดังก้อง แข่งกับเสียงชื่นชมไปถึงบรรพบุรุษของปิติ ที่ออกมาจากปากคนในละแวกนั้น......


ระหว่างที่ชูใจนั่งรถไฟกลับหมู่บ้าน เธอหวนคิดถึงอดีต

....................

....................

ถ้า...มานี ไม่ตามพี่มานะกับพี่วีระ มาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ แล้วเรียนที่มหาวิทยาลัยประจำจังหวัด ป่านนี้เราสองคนคงจะเรียนจบพร้อมๆ กัน และมานีคงไม่เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ เราสองคนยังคงไปเที่ยวที่ นาอา ไม่ใช่ "อาร์ ซี เอ" และพากันไปดูปู ดูงู ในนา ไม่ใช่ ไปเจอ งู ที่อยู่บนหัวบรรดาเสี่ยกระเป๋าหนักที่มานีพร้อมจะพาพวกนั้น ไปดู "รู" มานี กันสองต่อสอง ที่คอนโดของเธอ

ถ้า...ปิติ ไม่คิดมาศึกษาวิชาช่างยนต์ที่กรุงเทพ เพื่อไปเปิดอู่ซ่อมรถประจำหมู่บ้าน ปิติก็ยังคงเป็นหลานชายผู้น่ารักของย่า ที่ชอบกินปลานิลตากแห้งฝีมือย่าอยู่เสมอ แล้วก็คง ขี่ เจ้าแก่ ไปตามทุ่งนา ทักทายผู้คนในหมู่บ้านอย่างเป็นกันเอง ไม่ใช่ ปิติ ที่ขี่เครื่องยนต์เนื้อหุ้มเหล็ก สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนบนท้องถนนเมืองกรุง และมีเสียงสาปแช่งไปถึงบรรพบุรุษของตัวปิติเอง

ส่วน...พี่มานะกับพี่วีระ ถ้าไม่มาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ไม่รับวัฒนธรรมแปลกๆ ก็ยังคงรักษามิตรภาพในความเป็นเพื่อน เหมือนเมื่อสมัยเด็ก ไม่ใช่ "มิตรภาพที่เกินเลย" ที่ออกตามหน้าจอทีวี อย่างที่เห็นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ชูใจตั้งใจว่า...ตราบใด ที่เธอยังเห็น "สีเทา" เป็นแมวที่น่ารักกว่า "แมวสีชมพู หัวโต ไม่มีปาก" เธอจะไม่มีทางหลงไปกับวัฒนธรรมประหลาดๆ ของเมืองหลวง และไม่คิดมาศึกษา หาความศิวิไลซ์ อะไรเพิ่มเติมจากที่นี อย่างเด็ดขาด

"ลาก่อน...มานี...ลาก่อน...ปิติ ลาก่อน...พี่มานะ...ลาก่อน...พี่วีระ" เป็นเสียงละเมอของหญิงสาวคนหนึ่ง...เมื่อยามใกล้รุ่ง บนรถไฟขบวนหนึ่ง ที่กำลังแล่นกลับสู่มาตุภูมิของเธอ

....................

....................

.....................

......................

.......................


(ปัจฉิมลิขิต : ขอบคุณท่านผู้คิดแบบเรียน มานี ชูใจ ที่อบร่มบ่มนิสัยของผมเมื่อตอนเป็นเด็ก)

หลักเกณฑ์การตั้งชื่อ

หลักเกณฑ์การตั้งชื่อ
การตั้งชื่อเพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่เจ้าของชื่อ จึงต้องมีการเลือกใช้อักขระ พยัญชนะ ตามที่
ผู้รู้กำหนดไว้ว่าเป็นมงคล เพราะวันที่เราเกิด แต่ละวันนั้น จะใช้สระและพยัญชนะไม่เหมือนกัน
ซึ่งบางตัวอาจเป็นกาลกิณีต่อวันเกิดของคน ๆ นั้นก็ได้

ตามเกณฑ์ทางโหราศาสตร์ จึงใคร่ขอคำแนะนำ หลักเกณฑ์ตามลักษณะวันดี ดังต่อไปนี้ วันอาทิตย์ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
วันจันทร์ ก ข ค ฆ ง
วันอังคาร จ ฉ ช ซ ฌ ญ
วันพุธกลางวัน ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
วันพฤหัสบดี บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
วันศุกร์ ศ ษ ส ห ฬ ฮ
วันเสาร์ ค ต ถ ท ธ น
วันพุธกลางคืน ย ร ล

สำหรับอักษรที่ห้ามนำมาใช้ตั้งชื่อนั้น ในที่นี้จะแนะนำว่าอักษรหมวดไหนควรหรือไม่ควรกับวันใดบ้าง ดังนี้ วันอาทิตย์ ศ ษ ส ห ฬ ฮ
วันจันทร์ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
วันอังคาร ก ข ค ฆ ง
วันพุธกลางวัน จ ฉ ช ซ ฌ ญ
วันพฤหัสบดี ด ต ถ ท ธ น
วันศุกร์ ย ร ล ว
วันเสาร์ ฎ ฎ ฐ ธ ฒ ณ
วันพุธกลางคืน บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม

ตัวอย่างชื่อที่เป็นมงคล
วัน ชื่อเพศชาย ความหมาย ชื่อเพศหญิง ความหมาย
วันอาทิตย์ ชยุตม์ ชัยชนะสูงสุด จามิกร เครื่องทอง
วันอาทิตย์ จิรายุ อายุยืน ฐานิดา ผู้มีฐานะ
วันจันทร์ นนทกร ผู้สร้างสิ่งใหม่ ๆ นวรัตน์ แก้วเก้าประการ
วันจันทร์ จักรภัทร ผู้เจริญในแว่นแคว้น กชพร ดอกบัวประเสริฐ
วันอังคาร ปวริศร์ ผู้ยิ่งใหญ่ ใจรจิต หญิงสาวผู้มีใจงดงาม
วันอังคาร ปัทมราช พลอยสีแดง บริมาส พระจันทร์เต็มดวง
วันพุธกลางคืน รังสิมันต์ ผู้มีแสงสว่าง ภควดี สตรีที่เคารพ
วันพุธกลางคืน กีรติ ผู้มีเกียรติ เยาวเรศ หญิงสาวสวย
วันพฤหัสบดี สุปรีย์ เป็นที่รักยิ่ง ณัฎฐา เจ้าปัญญา
วันพฤหัสบดี สรวิศ ผู้มีอำนาจ ศุภกรณ์ ผู้ที่ทำความเจริญ
วันศุกร์ ฉันทิศ เป็นใหญ่ด้วยตนเอง บัณฑิตา ผู้ฉลาด ผู้รู้
วันศุกร์ เมธา ปัญญา ความรู้ กัณฐิกา สร้อยคอ
วันเสาร์ วิชยา ชัยชนะ โชติรส แก้ววิเศษ
วันเสาร์ สิทธา ผู้สำเร็จ สุมนัศ ใจดี
วันพุธกลางคืน อนวัช ไม่มีที่ติ อรชร งาม
วันพุธกลางคืน นวคุณ ทองคำเนื้อเก้า ขนิษฐา ชื่อดาวฤกษ์

การเปลี่ยนชื่อ

ทะเบียนชื่อบุคคล

การเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อรอง
ตาม พ.ร.บ. ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 บุคคลสัญชาติไทยต้องมีชื่อตัวและชื่อสกุลและจะมีชื่อรองด้วยก็ได้
* ชื่อตัว คือ ชื่อประจำตัวบุคคล
* ชื่อรอง คือ ชื่อซึ่งประกอบถัดจากชื่อตัว
* ชื่อสกุล คือ ชื่อประจำวงศ์สกุล
หลักเกณฑ์การตั้งชื่อตัวและชื่อรอง
ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย หรือพระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม
ต้องไม่เป็นคำหยาบหรือมีความหมายหยาบคาย
ต้องไม่มีเจตนาในทางทุจริต
ผู้ได้รับหรือเคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ โดยมิได้ถูกถอด จะใช้ราชทินนามตามบรรดาศักดิ์เป็น
ชื่อตัวจริง ชื่อรองก็ได้
ขั้นตอน
* ผู้ยื่นคำขอตามแบบ ช1 ต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
* นายทะเบียนท้องที่ตรวจสอบคำขอกับทะเบียนบ้าน และชื่อที่ขอเปลี่ยนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
* กรณีอนุญาตสำหรับบุคคลสัญชาติไทย นายทะเบียนท้องที่จะออกหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยน
ชื่อตัวชื่อรอง (แบบช.3) ให้เป็นหลักฐาน
* กรณีบุคคลต่างด้าว นายทะเบียนท้องที่จะออกหนังสือรับรองการเปลี่ยนชื่อตัวของคนต่างด้าวให้
เพื่อประกอบหลักฐานการแปลงชาติ หรือคืนสัญชาติเป็นไทยเมื่อได้รับอนุญาตแล้ว นายทะเบียน
ท้องที่ จึงออกหนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรองให้เป็นหลักฐาน และเรียกเก็บค่า
ธรรมเนียม 25 บาท
* เมื่อได้รับหนังสือสำคัญแล้ว ให้ผู้ขอนำหนังสือดังกล่าวไปขอแก้ไขรายการในทะเบียนบ้านและ
หลักฐานอื่น ๆ ให้ถูกต้อง และขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนด้วย
เอกสารประกอบการดำเนินการ
1. สำเนาทะเบียนบ้าน
2. บัตรประจำตัวประชาชน
3. ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีบุคคลต่างด้าว)

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2551

Sakakibara คดีฆาตกรรมเด็กต่อเนื่องที่โกเบ

Sakakibara คดีฆาตกรรมเด็กต่อเนื่องที่โกเบ
เป็นคดีที่เกิดขึ้นตอนที่ข้าพเจ้าเพิ่งจะไปอยู่ที่ญี่ปุ่นเป็นปีแรกค่ะ บอกตรงๆว่าตอนนั้นรู้สึกทึ่งมากว่าคดีมันเหมือนที่อ่านในการ์ตูนเลย คดีดังมากค่ะ เปิดทีวีทีก็เห็นออกข่าวติดต่อกันทุกวัน และในปีเดียวกันตอนที่คดีนี้ค่อยๆซาลงแล้วนั้นเอง ก็มีการประกาศข่าวว่าจับคนร้ายได้ แถมคนร้ายที่ว่ายังเป็นเด็กอายุเพียง 14 ปีอีกด้วยตอนที่ทราบเรื่องนี้ ขออณุญาติบอกว่าข้าพเจ้ารู้สึกละอายใจตัวเองจริงๆค่ะ ละอายใจตัวเองที่รู้สึกตื่นเต้นกับคดีโดยไม่ทันคิดว่านี่เป็นคดีที่เกิดขึ้นจริง มีเด็กตายจริงๆ และคนร้ายก็เป็นเด็กจริงๆเช่นกันนี่ไม่ใช่การ์ตูน ไม่ใช่นิยาย แล้วก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่ข้างนอกโน่น มีคนกำลังฆ่าคนอยู่จริงๆ酒鬼薔薇 หรือ 酒鬼薔薇 聖斗Sakakibara หรือSakakibara Seito10 กุมภาพันธ์ 1997 เวลา 4 โมงเย็น เด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมในจังหวัดฮามาโกะ เมืองโกเบ ถูกเด็กชายคนหนึ่งเข้าทำร้ายด้วยฆ้อน หนึ่งในสองบาดเจ็บสาหัส จากคำให้การของเด็กหญิงเกี่ยวกับเครื่องแบบและกระเป๋า พ่อของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายคิดว่าคนร้ายน่าจะเป็นเด็กนักเรียนในโรงเรียนมัธยมต้นใกล้ๆและได้สอบถามขอรูปถ่ายนักเรียนจากทางโรงเรียนมาเพื่อหาตัวคนร้ายซึ่งทางโรงเรียนก็ได้ทำการปฏิเสธไปทั้งหมด (ในขณะนี้ ยังไม่ทราบว่าคดีนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีของซากากิบาระ) ภายหลังเมื่อทำการจับกุมเด็กชาย A (นามสมมติของคนร้าย) ได้ ก็มีเสียงวิพากษณ์วิจารณ์ว่าทางโรงเรียนปกป้องคนร้ายขึ้นมา9 มีนาคม เด็กชาย A ผลักเด็กเล็กตกจากบันไดของแฟลต16 มีนาคม เวลาประมาณเที่ยงครึ่ง เด็กชาย A ได้ถามเด็กหญิงชั้นประถมว่ามีที่ล้างมืออยู่ที่ไหน เมื่อเด็กหญิงนำทางไปให้ก็บอกให้อีกฝ่ายหันมาเพื่อจะได้ขอบคุณ เมื่อเด็กหญิงหันมา เด็กชาย A ก็ทุบหัวของเธอด้วยฆ้อนและหนีไป เด็กหญิงถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หากก็เสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 มีนาคมระหว่างกำลังหนีไปนี้เอง เด็กชาย A พบเด็กนักเรียนหญิงชั้นประถมอีกคนและใช้มีดแทงที่ท้องจนเด็กหญิงได้รับบาดเจ็บบันทึกของเด็กชาย A ในวันนี้มีเขียนไว้ว่า "ท่านเทพบาโมอิโดโอกิที่รักยิ่ง วันนี้ผมได้ทำ"การทดลองอันศักดิ์"เพื่อพิสูจน์ความเปราะบางของชีวิตมนุษย์แล้ว"ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เด็กชาย A ทำร้ายเพื่อนร่วมชั้นจนฟันหัก 3 ซี่และกวัดแกว่งมีดไปมาใส่คนอื่น อาจารย์จึงดุเขาว่าไม่ต้องมาโรงเรียนอีกแล้ว หลังจากเหตุการณ์นี้เด็กชาย A ก็ไม่ไปโรงเรียน มีคำให้การว่ามีคนเห็นเขาสูบบุหรี่อยู่ที่สวนสาธารณะบ่อยๆ24 พฤษภาคม ฮาเซะ จุนซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ประถม 6 ออกจากบ้านไปโดยบอกกับพ่อว่าจะไปหาปู่แล้วก็หายสาปสูญไป27 พฤษภาคม ตอนเช้าตรู่ ส่วนหัวของจุนคุงซึ่งถูกกรีดเป็นแผลนับไม่ถ้วนบนใบหน้าถูกพบวางอยู่หน้าโรงเรียนมัธยมต้นในเมือง พร้อมกับศีรษะนี้ เด็กชาย A ได้ทิ้งจดหมายไว้ด้วยซึ่งแปลได้ใจความดังนี้"เอาล่ะ เกมได้เริ่มขึ้นแล้วตำรวจที่โง่เขลาทั้งหลายลองหยุดผมให้ได้สิผมสนุกกับฆ่ายิ่งกว่าอะไรอยากจะเห็นคนตายจนแทบทนไม่ได้ขอให้การพิพากษาแห่งความตายมีแก่พวกผักโสโครกขอให้โทษแห่งเลือดมีแก่ความแค้นนับนานปีSHOOLL KILL学校殺死の酒鬼薔薇"(ต่อ)* จะสังเกตุได้ว่า SCHOOL เขียนผิดค่ะ ในตอนแรก มีการวิจารณ์ว่าคนร้ายต้องการจะเขียนคำนี้ถูกแล้วจริงๆหรือไม่ หรือคนร้ายต้องการจะเขียนว่า SHOOLL KILLหรือSHOOL KILL หรือSKOOL KILL กันแน่ แต่ถ้าดูจากตัวญี่ปุ่นข้างล่าง 学校殺死 แล้วน่าจะเป็น SCHOOL KILL มากกว่าอยู่ดีในภายหลังเด็กชาย A ได้ให้การว่า เขาไม่อยากเหลือรอยนิ้วมือไว้ที่หัวจึงใส่ถุงมือ ในตอนแรกตั้งใจว่าจะบีบคอให้ตาย หากจุนคุงก็ไม่ตายเสียที จึงใช้เชือกผูกรองเท้ารัดคอของจุนคุงซึ่งนอนคว่ำอยู่กับพื้นจนริวคุงไม่หายใจ จากนั้นก็ผูกปลายเชือกข้างหนึ่งกับกรงรั้วและดึงอีกข้างหนึ่งให้แน่น เมื่อเอาหูแนบกับอกของจุนคุงจึงรู้ว่าอีกฝ่ายเสียชีวิตแล้วศพส่วนอื่นนอกจากศรีษะซึ่งถูกยัดจดหมายไว้ในปาก ถูกพบอีกหลายวันให้หลังที่เสาส่งสัญญาณโทรทัศน์บนภูเขา และจากบันทึกแล้ว ในช่วงที่เกิดคดี (ทั้งก่อนและหลัง) มีผู้พบศพนกพิราบและแมวถูกฆ่าทิ้งไว้เป็นจำนวนไม่น้อยใกล้ที่พบศพ และหลายวันก่อนที่จะพบศีรษะของริวคุง คนส่งหนังสือพิมพ์ยังพบศพแมวซึ่งถูกตัดขาทิ้งไว้หน้าโรงเรียนอีกด้วย ที่จริงแล้ว นี่อาจจะเป็นสัญญาณที่เด็กชาย A ส่งให้กับคนรอบตัวก็เป็นได้4 มิถุนายน เด็กชาย A ส่งจดหมายอีกฉบับให้กับหนังสือพิมพ์โกเบ มีใจความแปลได้ดังนี้ (ในจดหมายนี้ มีรูปประโยคแปลกๆเยอะค่ะ พยายามแปลให้ใกล้เคียงกับของเดิมแล้ว หากมีอะไรผิดพลาดไปก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ)"ถึงหนังสือพิมพ์โกเบก่อนหน้านี้ตอนที่ผมออกอยู่ ทีวีเปิดอยู่พอดี เท่าที่ได้ดูนักข่าวอ่านชื่อของผมผิดเป็น"โอนิบาร่า" การอ่านชื่อคนผิดนี้เป็นการกระทำที่โง่เขลามาก ตัวอักษรที่เขียนอยู่บนหน้ากระดาษไม่ได้เป็นรหัสหรือปริศนาอะไร เป็นใจจริงของผมที่ไม่ปะปนคำหลอกลวง ผมมีชื่อนี้ตั้งแต่วินาทีที่ผมเริ่มการคงอยู่ และสิ่งที่ผมอยากกระทำก็ได้กำหนดไว้แล้ว แต่น่าเศร้าที่ผมไม่มีสัญชาติ จนปัจจุบันนี้ ยังไม่มีใครเคยเรียกชื่อของผม หากผมเป็นตัวผมตั้งแต่ตอนที่เกิดมา ผมคงไม่มีความจำเป็นต้องเอาส่วนหัวที่ตัดมาไปวางทิ้งไว้ที่หน้าโรงเรียนหรอก ผมสามารถสนุกกับการฆ่าอย่างเงียบๆโดยที่ไม่มีใครรู้ก็ได้ถ้าผมอยากจะทำ แต่ที่ผมจงใจรวบรวมความสนใจจากสังคมนี้เพียงแต่อยากให้พวกคุณรับรู้ว่าตัวผมซึ่งเป็นเหมือนมนุษย์ล่องหนทั้งแต่ก่อนและจากนี้ไปนี้ เป็นมนุษย์ที่มีตัวตนอยู่จริงแม้จะเป็นเพียงในจินตนาการของพวกคุณก็ตาม และในขณะเดียวกันก็อย่าได้ลืมถึงการศึกษาภาคบังคับที่สร้างมนุษย์ล่องหนอย่างผมขึ้นมาและการล้างแค้นซึ่งมีต่อการศึกษาภาคบังคับนั้นด้วยถ้าแค่การล้างแค้นอย่างเดียว นั่นก็เป็นเพียงการทิ้งสัมภาระที่แบกรับมาตลอด ไม่มีอะไรที่จะได้มา ผมจึงได้ปรึกษาเพื่อนเพียงคนเดียวของผมซึ่งเป็นมนุษย์ล่องหนเหมือนกัน ซึ่งเขาตอบว่า"ถ้าเธอต้องการจะล้างแค้นอย่างไม่น่าสมเพชและมีค่าแล้วล่ะก็ จงใช้การฆ่าซึ่งเป็นงานอดิเรกและเหตุผลในการคงอยู่ของเธอมาประกอบเพื่อเธอจะได้สนุกสนานกับเกมนี้ และใช้งานอดิเรกนี้เปลี่ยนการฆ่าให้กลายเป็นการล้างแค้นสิ แล้วเธอก็คิดเสียว่าไม่มีทั้งสิ่งที่ได้มาหรือเสียไป เป็นการสร้างโลกใหม่ของเธอเท่านั้นซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งใดมากหรือน้อยไปกว่านั้นเลย"ผมเริ่มเกมฆาตกรรมนี้ราวกับถูกผลักดันด้วยคำพูดเหล่านั้น แต่มาถึงตอนนี้ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงได้ชอบการฆ่า อาจจะเรียกว่าเป็นสัญชาติญาณโดยกำเนิดก็เป็นได้ มีแต่เวลาที่ผมฆ่าเท่านั้นที่ผมจะถูกปลดปล่อยจากความเคียดแค้นในยามปกติและรู้สึกสงบใจลงได้ ความเจ็บปวดของคนอื่นสามารถบรรเทาความเจ็บปวดของผมลงได้ท้ายนี้คาดว่าคงจะสามารถเข้าใจได้จากข้อความที่เขียนลงในจดหมายฉบับนี้ ผมมีความผูกพันในการคงอยู่ของตัวเองมากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นจึงไม่สามารถทนการอ่านชื่อผิดซึ่งเป็นการทำให้การคงอยู่ของตัวเองแปดเปื้อนได้ เมื่อดูการเคลื่อนไหวของตำรวจในตอนนี้แล้ว ดูยังไงก็รู้ว่าพวกเขาใจจริงแล้วกำลังรำคาญแต่ก็แค่แสร้งทำไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง คงไม่ใช่ว่าคิดจะปกปิดการคงอยู่ของผมหรอกนะ ผมเอาชีวิตเป็นเดิมพันกับเกมนี้ ถ้าถูกจับได้ผมคงจะถูกแขวนคอกระมัง ผมไม่คิดจะให้ตำรวจมาเอาชีวิตเดิมพันด้วยหรอก แค่ต้องการให้พวกเขาติดตามผมมาด้วยความโกรธและใส่ใจให้มากกว่านี้ จากนี้ไปหากมีการอ่านชื่อของผมผิดหรือทำเป็นไม่สนใจอีกล่ะก็ผมจะทำลายผักสามต้นต่ออาทิตย์ หากคิดว่าผมได้แต่ก่อคดีอ่อนหัดแค่ฆ่าเด็กล่ะก็ พวกคุณกำลังคิดผิดอย่างใหญ่หลวง----ผมมีความสามารถฆ่ามนุษย์หนึ่งคนได้สองครั้ง----"พร้อมกับจดหมายฉบับนี้ เด็กชาย A ได้แนบจดหมายซึ่งมีข้อความเดียวกับฉบับแรกมาด้วยโดยให้เหตุผลว่าฉบับแรกโดนน้ำซึมจนอ่านลำบาก แต่เนื่องจากการเข้ามาเกี่ยวข้องคดีเช่นนี้เอง ทำให้ตำรวจได้เบาะแสในการจับกุมคนร้าย28 มิถุนายน เด็กชาย A ถูกจับกุมในคดีของฮาเซะจุน เขาถูกตัดสินโดยศาลครอบครัวลงโทษจำคุก 13 ปีพร้อมกับรับการรักษาทางจิตเด็กชาย A เติบโตในครอบครัวซึ่งประกอบด้วยบิดามารดาและน้องชาย 2 คน พ่อของเขาทำงานในบริษัทสายการช่างในเมืองโกเบ เป็นคนมีนิสัยอ่อนโยนหากไม่ได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูบุตร แม่เป็นผู้ดูแลบ้าน เป็นสมาชิกของสมาคมผู้ปกครอง ค่อนข้างเข้มงวดในการเลี้ยงลูก เพื่อนบ้านกล่าวว่าครอบครัวของเด็กชาย A มีการไปเที่ยวทั้งครอบครัวและเล่นกีฬาบ่อยๆ ไม่มีทีท่าว่ามีปัญหาครอบครัวใดๆหลังจากมีข่าวการจำกุม นิตยสาร FOCUS ได้ลงรูปและชื่อจริงของเด็กชาย A จนเกิดเป็นปัญหาถกเถียงทางสังคมกันอย่างใหญ่โต ซึ่งทางกระทรวงยุติธรรมได้ทำเรื่องให้ทางนิตยสารดังกล่าวทำการลบบทความแล้วก็จริง หากข้อมูลนี้ได้ถูกเผยแพร่ไปทางอินเตอร์เน็ตแล้วจึงยากต่อการควบคุมได้ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงส่วนหนึ่งจากทางตำรวจชี้ว่าเด็กชาย A อาจจะไม่ใช่คนร้ายตัวจริงก็เป็นได้ หากความเห็นนี้ก็ไม่ถูกยอมรับเท่าใดนักปัจจุบันการบำบัดทางจิตของเขาเป็นไปได้ด้วยดี และเด็กชาย A จะถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อเขาอายุ 26 ปีในปี 2010แก้คำผิดฮาเซะ ริว >> ฮาเซะ จุน

when i was young

when i was young
like a boy

จัดให้เต็มๆ

จัดให้เต็มๆ
มองไรนักหนา ไม่เคยเห็นคนน่ารักไง คนไรก็ไม่รู้